รู้ทันเชื้อ H. pylori ภัยเงียบของกระเพาะอาหาร ที่อาจเสี่ยงมะเร็งโดยไม่รู้ตัว
(ศูนย์ระบบทางเดินอาหารและตับ) ผู้เขียนบทความ : ผู้ดูแล 2026-05-21 10:18:00
HIGHLIGHTS :
• เชื้อ H. pylori คือแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในกระเพาะอาหาร และเป็นสาเหตุสำคัญของโรคกระเพาะอาหารเรื้อรัง
• อาการที่พบบ่อย ได้แก่ ปวดท้อง จุกแน่น ท้องอืด แสบท้อง เรอบ่อย คลื่นไส้ และเบื่ออาหาร
• หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจเสี่ยงแผลในกระเพาะอาหาร และมะเร็งกระเพาะอาหาร
• เชื้อสามารถติดต่อผ่านอาหาร น้ำดื่ม หรือการใช้ภาชนะร่วมกัน
• สามารถตรวจหาเชื้อได้ด้วยการตรวจลมหายใจ ตรวจเลือด ตรวจอุจจาระ หรือส่องกล้องกระเพาะอาหาร
• การรักษาทำได้ด้วยยาปฏิชีวนะร่วมกับยาลดกรด ภายใต้การดูแลของแพทย์
• ป้องกันได้ด้วยการกินอาหารสะอาด ใช้ช้อนกลาง และล้างมืออย่างสม่ำเสมอ
รู้ทันเชื้อ H. pylori ตัวการสำคัญของโรคกระเพาะและมะเร็งกระเพาะอาหาร
หลายคนอาจเคยมีอาการปวดท้อง จุกแน่น แสบท้อง หรือเรอบ่อยจนคิดว่าเป็นเพียงโรคกระเพาะทั่วไป แต่รู้หรือไม่ว่า หนึ่งในสาเหตุสำคัญอาจเกิดจาก “เชื้อ H. pylori” แบคทีเรียที่สามารถอาศัยอยู่ในกระเพาะอาหารและก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพได้ในระยะยาว
เชื้อ H. pylori คืออะไร ?
H. pylori หรือ Helicobacter pylori เป็นแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่สามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านอาหาร น้ำดื่ม หรือภาชนะที่ปนเปื้อน รวมถึงการใช้ช้อนหรือแก้วน้ำร่วมกับผู้ติดเชื้อ เมื่อเชื้อเข้าสู่กระเพาะอาหาร จะทำให้เยื่อบุกระเพาะเกิดการอักเสบ และอาจนำไปสู่โรคต่าง ๆ ได้ หากปล่อยไว้นานโดยไม่ได้รับการรักษา อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคดังนี้
- โรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง
- แผลในกระเพาะอาหาร
- แผลในลำไส้เล็กส่วนต้น
- มะเร็งกระเพาะอาหาร
- อาการที่ไม่ควรมองข้าม
ผู้ติดเชื้อบางรายอาจไม่มีอาการชัดเจน แต่ในหลายกรณีอาจพบอาการ เช่น
- ปวดหรือแสบบริเวณลิ้นปี่
- ท้องอืด แน่นท้องหลังรับประทานอาหาร
- คลื่นไส้ เรอบ่อย
- เบื่ออาหาร น้ำหนักลด
- อุจจาระสีดำ หรือมีเลือดปน
หากมีอาการเหล่านี้ต่อเนื่อง ควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุอย่างละเอียด
การตรวจหาเชื้อ H. pylori ทำได้อย่างไร ?
ปัจจุบันมีหลายวิธีในการวินิจฉัยการติดเชื้อ เช่น
- การตรวจลมหายใจ (Urea Breath Test)
- การตรวจเลือด
- การตรวจอุจจาระ
- การส่องกล้องกระเพาะอาหารร่วมกับเก็บตัวอย่างตรวจ
แพทย์จะพิจารณาวิธีที่เหมาะสมตามอาการและความเสี่ยงของแต่ละบุคคล
การรักษาเชื้อ H. pylori
การติดเชื้อสามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะร่วมกับยาลดกรด ตามคำแนะนำของแพทย์อย่างต่อเนื่องประมาณ 1-2 สัปดาห์ เพื่อกำจัดเชื้อให้หมด
หลังการรักษา อาจต้องตรวจซ้ำเพื่อยืนยันว่าเชื้อถูกกำจัดเรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะในผู้ที่มีอาการเรื้อรังหรือมีความเสี่ยงต่อโรคกระเพาะอาหาร
วิธีป้องกันการติดเชื้อ
แม้จะไม่สามารถป้องกันได้ 100% แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการดูแลสุขอนามัย ดังนี้
- ล้างมือก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ
- รับประทานอาหารปรุงสุกและสะอาด
- ดื่มน้ำสะอาด
- หลีกเลี่ยงการใช้ภาชนะร่วมกับผู้อื่น
- ใช้ช้อนกลางเมื่อรับประทานอาหารร่วมกัน
การดูแลสุขภาพกระเพาะอาหารตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคร้ายในอนาคตได้ หากมีอาการผิดปกติควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม
