033-038-888

โรคข้อเข่าเสื่อม คืออะไร ? คู่มือเช็กอาการและข้อควรเลี่ยง

(ศูนย์ศัลยกรรมกระดูกและข้อ) ผู้เขียนบทความ : ผู้ดูแล 2026-09-14 18:26:00

โรคข้อเข่าเสื่อม คืออะไร ? คู่มือเช็กอาการและข้อควรเลี่ยง

Key Takeaways

โรคข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis) เกิดจากการสึกหรอของกระดูกอ่อนผิวข้อ ส่งผลให้เกิดอาการปวด ตึงขัด ข้อบวม หรือมีเสียงกรอบแกรบขณะเคลื่อนไหว แม้มักพบในผู้สูงอายุ แต่วัยทำงานอายุ 40 ปีขึ้นไปก็เริ่มเสี่ยงได้จากพฤติกรรมและการใช้งานหนัก การดูแลตนเองตั้งแต่ระยะแรกโดยการปรับพฤติกรรม หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงและเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์เฉพาะทางอย่างถูกต้อง จะช่วยชะลอความรุนแรงและเสริมสุขภาวะการเคลื่อนไหวที่ดีอย่างยั่งยืน

สารบัญ

เมื่อก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ หรือเริ่มมีอายุที่มากขึ้น อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายย่อมเกิดความเปลี่ยนแปลงและเสื่อมสภาพลงไปตามกาลเวลา โดยเฉพาะ “ข้อเข่า” ซึ่งเป็นข้อต่อขนาดใหญ่ที่ต้องรับน้ำหนักตัวและทำหน้าที่รองรับแรงกระแทกในทุกกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นการเดิน ลุก นั่ง หรือขึ้น-ลงบันได อาการปวดแปลบ หรือตึงขัดที่บริเวณหัวเข่าจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนแรกของโรคข้อเข่าเสื่อม

หลายคนมักคิดว่า อาการปวดเข่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ใครก็เป็นกัน และเลือกที่จะซื้อยาแก้ปวดมารับประทานเองเพื่อบรรเทาอาการ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ข้อเข่าเสื่อมคือภาวะความเสื่อมสภาพของโครงสร้างข้อต่อที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและดูแลอย่างถูกต้องตั้งแต่ระยะแรก โรคนี้จะลุกลามจนสร้างความทุกข์ทรมานและจำกัดอิสรภาพในการเคลื่อนไหว

ทำความเข้าใจ โรคข้อเข่าเสื่อมคืออะไร ?

ข้อเข่าเสื่อม หรือ Osteoarthritis คือโรคข้อเสื่อมสภาพที่เกิดจากการสึกหรอและบางลงของกระดูกอ่อนผิวข้อ ซึ่งทำหน้าที่คล้ายกับเบาะรองรับแรงกระแทกระหว่างปลายกระดูกต้นขาและกระดูกหน้าแข้ง เมื่อกระดูกอ่อนผิวข้อนี้สึกกร่อนและสูญเสียความยืดหยุ่น เนื้อกระดูกใต้ผิวข้อจะเริ่มเสียดสีกันโดยตรงในขณะที่มีการเคลื่อนไหว การเสียดสีที่เกิดขึ้นซ้ำ จะกระตุ้นให้เกิดเยื่อบุข้ออักเสบ อาการปวด ร่างกายจะพยายามสร้างกระดูกงอกขึ้นมารอบข้อต่อ ซึ่งกระดูกงอกนี้จะเข้าไปเบียดเนื้อเยื่อข้างเคียง ทำให้เกิดข้อเข่าเสื่อม อาการตึงขัด ข้อบวมพอง จนบิดเบี้ยวผิดรูปในที่สุด

โรคข้อเข่าเสื่อมเกิดจากอะไร พบได้บ่อยในคนอายุเท่าไร ?

ภาวะข้อเข่าเสื่อมมีกลไกการเกิดจากปัจจัยร่วมหลายประการ รวมถึงปัจจัยด้านอายุ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

  • การใช้งานหนักสะสม : การทำกิจกรรมที่มีแรงกดทับข้อเข่าสูงต่อเนื่อง เช่น การยกของหนัก นั่งยอง ๆ นั่งขัดสมาธิ หรือนั่งพับเพียบเป็นเวลานาน
  • น้ำหนักตัวที่เกินเกณฑ์ : น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นจะเพิ่มแรงกดทับลงบนผิวข้อเข่าโดยตรง ส่งผลให้กระดูกอ่อนสึกกร่อนเร็วขึ้น
  • ประวัติอุบัติเหตุรอบข้อเข่า : ผู้ที่เคยมีภาวะเส้นเอ็นเข่าฉีกขาด หมอนรองกระดูกบาดเจ็บ หรือกระดูกหักบริเวณข้อเข่า จะมีโอกาสเกิดข้อเสื่อมเร็วกว่าปกติ
  • เพศและพันธุกรรม : เพศหญิงมีอัตราการพบโรคนี้สูงกว่าเพศชาย โดยเฉพาะหลังหมดประจำเดือน รวมถึงผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นข้อเข่าเสื่อม

ในอดีตมักพบโรคนี้ในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันพบว่ากลุ่มเสี่ยงมีแนวโน้มอายุลดลง โดยเริ่มพบผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมที่มีอาการตั้งแต่อายุ 40-50 ปี โดยเฉพาะในกลุ่มคนวัยทำงานที่มีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มาตรฐาน หรือนักกีฬาที่มีประวัติการบาดเจ็บรุนแรงบริเวณข้อเข่า

ตอบข้อห้ามของโรคข้อเข่าเสื่อม สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อถนอมข้อ

การปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเพื่อลดแรงกระทำต่อข้อเข่าถือเป็นหัวใจสำคัญ โดยมีข้อห้ามและข้อควรหลีกเลี่ยงดังนี้

  • ห้ามบิดหมุน หรือพับเข่ามากเกินไป : หลีกเลี่ยงการนั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ นั่งคุกเข่า นั่งยอง หรือนั่งเก้าอี้ที่เตี้ยเกินไป เพราะเพิ่มแรงดันภายในข้อเข่าอย่างมหาศาล
  • หลีกเลี่ยงกีฬาที่มีแรงกระแทกสูง : งดการออกกำลังกายหรือกีฬาที่มีการกระโดด การเบรกตัวกะทันหัน หรือการวิ่งบนพื้นแข็ง เช่น บาสเกตบอล แบดมินตัน หรือการวิ่งระยะไกล
  • ห้ามปล่อยให้น้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ : ควรควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อลดภาระการรับน้ำหนักของข้อเข่าในทุกก้าว
  • หลีกเลี่ยงการยกของหนักและการขึ้น-ลงบันไดบ่อย : ควรงดการแบกรับน้ำหนักเกินจำเป็นและหลีกเลี่ยงการขึ้น-ลงบันไดหลายชั้นโดยไม่จำเป็น หากเลี่ยงไม่ได้ควรใช้วิธีก้าวชิดบันไดทีละขั้นเพื่อลดแรงบิด

ข้อเข่าเสื่อมถ้าไม่รักษาจะเป็นอย่างไร ? อันตรายที่ไม่ควรมองข้าม

หากปล่อยปละละเลยโดยไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกวิธี ความเสื่อมสภาพของข้อจะดำเนินต่อไปและส่งผลเสียร้ายแรง ดังนี้

  • ภาวะปวดเรื้อรังรุนแรง : อาการปวดจะทวีความรุนแรงขึ้นจนปวดตลอดเวลา แม้ในขณะพักผ่อนหรือนอนหลับ จนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันและการนอน
  • ข้อเข่าติดและเหยียดขาได้ไม่สุด : เกิดพังผืดและกระดูกงอกยึดข้อต่อ ทำให้ไม่สามารถพับ หรือเหยียดข้อเข่าได้สุดขอบการเคลื่อนไหว
  • โครงสร้างขาบิดเบี้ยว หรือขาโก่ง : ผิวข้อด้านในสึกหรอมากกว่าด้านนอก ส่งผลให้แกนขาเอียง ขาโก่งออกด้านนอก เดินกะเผลก การทรงตัวแย่ลง
  • สูญเสียการเคลื่อนไหว : ในระยะสุดท้าย ผู้ป่วยจะไม่สามารถลงน้ำหนักเดินได้ตามปกติ ต้องพึ่งพาอุปกรณ์ช่วยเดิน หรือรถเข็น เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจากการติดเตียง

วิธีรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมในปัจจุบัน

ด้วยวิทยาการทางการแพทย์ในปัจจุบัน ทำให้โรคข้อเข่าเสื่อมมีวิธีรักษาที่หลากหลาย ซึ่งแพทย์จะพิจารณาตามระดับความรุนแรงของโรค

1. การรักษาแบบไม่ผ่าตัด สำหรับระยะแรก-ปานกลาง

ผู้ป่วยในระยะแรกถึงปานกลาง มักเริ่มมีอาการปวดตื้อ หรือเสียวแปลบเฉพาะเวลาใช้งานข้อเข่าหนัก เช่น เดินไกล ขึ้น-ลงบันได หรือลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ มีเสียงดังกรอบแกรบในข้อขณะเคลื่อนไหวและอาจมีอาการข้อเข่าตึงขัดเล็กน้อยในช่วงเช้าหลังตื่นนอน โดยผิวกระดูกอ่อนเริ่มบางลงเล็กน้อยถึงปานกลาง แต่โครงสร้างขากระดูกยังไม่บิดเบี้ยวผิดรูป โดยมีแนวทางรักษา ดังนี้

  • การปรับพฤติกรรมและทำกายภาพบำบัด : เน้นการสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบข้อเข่า โดยเฉพาะกล้ามเนื้อหน้าขา เพื่อช่วยทำหน้าที่พยุงและรับแรงกระแทกแทนข้อต่อ ร่วมกับการฝึกยืดเหยียดเพื่อป้องกันข้อติด
  • การใช้ยาและการฉีดสารน้ำเลี้ยงข้อ : รับประทานยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ตามแพทย์สั่งเฉพาะช่วงที่มีอาการอักเสบเฉียบพลัน หรือการฉีดสารไฮยาลูรอนิก (Hyaluronic Acid) เข้าข้อเข่า เพื่อเพิ่มความหล่อลื่น ลดแรงเสียดทาน และช่วยบรรเทาอาการปวดในระยะปานกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. การรักษาด้วยการผ่าตัด สำหรับระยะรุนแรง

สำหรับระยะรุนแรง ผิวกระดูกอ่อนจะถูกทำลายจนสึกกร่อนไปทั้งหมด ส่งผลให้ปลายกระดูกชนกันโดยตรง ผู้ป่วยจะมีอาการปวดเข่ารุนแรงตลอดเวลาแม้ในขณะพักผ่อน หรือนอนหลับ จนเข่าบวมอักเสบเรื้อรัง ข้อติดแข็งจนเหยียดหรือพับขาได้ไม่สุด โครงสร้างขาเริ่มบิดเบี้ยวโก่งออกด้านนอก ทำให้เดินลำบากและสูญเสียการทรงตัว โดยมีแนวทางรักษา ดังนี้

  • การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม : ศัลยแพทย์จะนำผิวข้อส่วนที่เสื่อมสภาพและกระดูกงอกออก แล้วทดแทนด้วยวัสดุข้อเทียมทางการแพทย์ที่มีความทนทานและปลอดภัยสูง ซึ่งในปัจจุบันมีเทคโนโลยีช่วยผ่าตัดที่แม่นยำ ช่วยลดความบอบช้ำของเนื้อเยื่อ ลดความเจ็บปวด แผลมีขนาดเล็กและช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวกลับมาเดินได้เร็วขึ้น

โรคข้อเข่าเสื่อมแม้จะเป็นความเสื่อมตามธรรมชาติ แต่อัตราความรุนแรงและความเร็วของโรคนั้นเป็นสิ่งที่ควบคุมและชะลอได้ด้วยการปรับพฤติกรรม หลีกเลี่ยงข้อห้าม รวมถึงการเข้ารับการตรวจประเมินอย่างเหมาะสม อย่าปล่อยให้อาการปวดเข่าเล็กน้อยในวันนี้ กลายมาเป็นอุปสรรคที่พรากความสุขและการเคลื่อนไหวไปจากชีวิต

หากเริ่มมีอาการปวดเข่าเรื้อรัง มีเสียงดังกรอบแกรบในข้อ หรือเริ่มเดินลำบาก การได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์เฉพาะทางตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะช่วยให้สามารถวางแผนการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่ศูนย์ศัลยกรรมกระดูกและข้อ โรงพยาบาลสมิติเวช ชลบุรี เรามีทีมหมอกระดูกในชลบุรี พร้อมด้วยทีมนักกายภาพบำบัดและนวัตกรรมการรักษาทางการแพทย์ที่ทันสมัยระดับสากล ที่พร้อมจะช่วยดูแล ฟื้นฟู เพื่อให้ทุกก้าวเดินกลับมามั่นคงและปลอดภัยอีกครั้ง

  • สถานที่ตั้ง : อาคาร B ชั้น 1
  • เวลาทำการ : 08.00-20.00 น.
  • โทรศัพท์: 033-038-878
  • อีเมล : [email protected]

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคข้อเข่าเสื่อม (FAQs)

Q : อาการปวดเข่าแบบไหนที่ต่างจากปวดกล้ามเนื้อทั่วไป และเริ่มสงสัยว่าเป็นข้อเข่าเสื่อม ?

A : อาการปวดจากกล้ามเนื้อ มักเป็น ๆ หาย ๆ และดีขึ้นได้หลังการพักผ่อน แต่หากเป็นข้อเข่าเสื่อม มักจะมีอาการปวดลึกๆ ในข้อ ปวดตึงขัดเวลาก้าวลุกจากเก้าอี้ มีเสียงกรอบแกรบในข้อขณะเคลื่อนไหว หรือมีอาการข้อติดตึงในช่วงเช้าเกิน 30 นาที

Q : ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมสามารถออกกำลังกายได้ไหม และควรเลือกออกกำลังกายแบบใด ?

A : สามารถออกกำลังกายได้และควรทำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อรอบข้อเข่า แต่ควรเลือกชนิดกีฬาที่มีแรงกระแทกต่ำ เช่น การว่ายน้ำ เดิน แอโรบิกในน้ำ การปั่นจักรยานแบบตั้งอยู่กับที่ หรือการออกกำลังกายเน้นเกร็งกล้ามเนื้อหน้าขา

Q : อาหารเสริมประเภทคอลลาเจน หรือกลูโคซามีน สามารถรักษาข้อเข่าเสื่อมให้หายขาดได้หรือไม่ ?

A : อาหารเสริมไม่ได้ช่วยรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมให้หายขาด แต่บางประเภทอาจช่วยบำรุงหรือชะลอการสึกหรอของกระดูกอ่อนและบรรเทาอาการปวดได้เล็กน้อย ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน และไม่ควรรักษาด้วยอาหารเสริมแทนการตรวจรักษาทางการแพทย์

 

ข้อมูลอ้างอิง

  1. Osteoarthritis. สืบค้นข้อมูลเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 จาก https://www.arthritis-uk.org/information-and-support/understanding-arthritis/conditions/osteoarthritis/




สอบถามข้อมูล
กรุณากรอกฟอร์มให้ครบถ้วน
ทางโรงพยาบาลจะติดต่อกลับภายใน 48 ชั่วโมง

doctor icon
แนะนำแพทย์ ประจำศูนย์

icon-articleบทความประจำศูนย์

ดูทั้งหมด
เมื่อลูกน้อย...เท้าบิดหมุนเข้าใน_2

เมื่อลูกน้อย...เท้าบิดหมุนเข้าใน

เด็กที่เดินแล้วมีปลายเท้าชี้เข้าหากัน เกิดจากการบิดหมุนของขาตั้งแต่สะโพกลงมา มีลักษณะการเดินผิดปกติและปัญหาเรื่องความสวยงามของขาที่ผิดรูป การตัดรองเท้าอาจพิจารณาในรายที่เป็นมากจนเท้าสะดุดกันเองเวลาวิ่ง เด็กที่มีเท้าบิดหมุนเข้าใน เด็กที่เดินแล้วมีปลายเท้าชี้เข้าหากันเกิดจากการบิดหมุนของขาตั้งแต่สะโพกลงมา แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ต้นขา หน้าแข้ง และเท้า แต่ละส่วนมีแนวทางการตรวจติดตาม และรักษา แตกต่างกันเล็กน้อย การบิดหมุนของส่วนต้นขา พบมากที่สุด ส่วนใหญ่จะหายได้เอง ก่อนอายุ 10 ปี การดัดและการตัดรองเท้า ไม่ช่วยในการหาย พยายามเลี่ยงการนั่งในท่า W แต่ไม่จำเป็นต้องให้นั่งขัดสมาธิ ในเด็กที่ทำไม่ได้ อาจให้นั่งเหยียดขาแทนเวลานั่งพื้น การตัดรองเท้าอาจพิจารณาในรายที่เป็นมากจนเท้าสะดุดกันเองเวลาวิ่ง การผ่าตัดอาจไม่จำเป็นถ้าไม่มีปัญหาในการดำรงชีวิต และหากจะทำควรทำเมื่อเด็กโตมากแล้ว การบิดหมุนของหน้าแข้ง พบได้น้อยเมื่อเทียบกับบริเวณอื่น ส่วนใหญ่จะหายเองก่อนอายุ 4 ปี การรักษาเบื้องต้นเพียงติดตามอาการเท่านั้น การผ่าตัดอาจไม่จำเป็นถ้าไม่มีปัญหาในการดำรงชีวิต และหากจะทำควรทำเมื่อเด็กโตมากแล้ว การบิดหมุนที่เท้า พบได้ค่อนข้างบ่อย สังเกตได้จากเท้าจะโค้งคล้ายกล้วย ถ้าสามารถดัดได้ง่าย โอกาสหายเองสูง ถ้าดัดได้ยากอาจพิจารณาใส่เฝือกหรือตัดรองเท้าช่วย ส่วนใหญ่หายเองก่อน 4 ขวบ ในกรณีที่ยังเป็นจนโต อาจพิจารณาผ่าตัดในรายที่มีปัญหาการใส่รองเท้า และกังวลเรื่องความสวยงาม
อ่านต่อ