033-038-888

บริการทางการแพทย์บริการทางการแพทย์

icon-articleบทความประจำศูนย์

ดูทั้งหมด
คำแนะนำสำหรับผู้ปกครอง เด็ก แพ้ อาหาร_2

คำแนะนำสำหรับผู้ปกครอง เด็ก แพ้ อาหาร

สังเกตอาการแพ้อาหารในเด็ก เช่น ผื่นลมพิษ ปากบวม อาเจียน หายใจลำบาก ซึ่งอาจเกิดขึ้นภายใน 2 ชั่วโมงหลังรับประทาน วิธีดูแลเด็กแพ้อาหารอย่างถูกต้อง อ่านฉลากอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารที่แพ้ และป้องกันการปนเปื้อนระหว่างการปรุงอาหาร อาหารที่เด็กแพ้บ่อย ได้แก่ นมวัว ไข่ ถั่วลิสง ถั่วเปลือกแข็ง ถั่วเหลือง ข้าวสาลี ปลา และอาหารทะเล หากเด็กมีอาการแพ้รุนแรง ควรรีบใช้ยา Epinephrine Auto-Injector (หากแพทย์สั่ง) และนำส่งโรงพยาบาลทันที เด็กบางรายอาจหายจากการแพ้อาหารเมื่อโตขึ้น ควรติดตามการรักษาและประเมินอาการกับกุมารแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
อ่านต่อ
โรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในเด็ก_2

โรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในเด็ก

- สังเกตอาการตั้งแต่เนิ่น ๆ : ผิวซีด เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย สมาธิลดลง หรือเวียนศีรษะ อาจเป็นสัญญาณของภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก - รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กอย่างเพียงพอ : เน้นเนื้อแดง ตับ ไข่แดง อาหารทะเล ผักใบเขียว และถั่ว เพื่อช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดแดง - วิตามินซีช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็ก : รับประทานผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เช่น ส้ม ฝรั่ง กีวี หรือสตรอว์เบอร์รี ร่วมกับมื้ออาหาร - เด็กบางกลุ่มมีความเสี่ยงสูงกว่าปกติ : โดยเฉพาะเด็กอายุมากกว่า 6 เดือนที่ได้รับนมแม่เพียงอย่างเดียว เด็กคลอดก่อนกำหนด หรือเด็กน้ำหนักแรกเกิดน้อย - หากสงสัย อย่ารอให้รุนแรง : ควรพาบุตรหลานพบกุมารแพทย์เพื่อตรวจร่างกายและตรวจเลือด การรักษาอาจต้องใช้ยาเสริมธาตุเหล็กร่วมกับการปรับอาหารตามคำแนะนำของแพทย์
อ่านต่อ
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับนมแพะ และ นมวัว_2

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับนมแพะ และ นมวัว

แพ้นมวัวไม่สามารถเปลี่ยนไปดื่มนมแพะได้ เนื่องจากโปรตีนมีความคล้ายคลึงกันถึง 80–90% เด็กที่แพ้นมวัวกว่า 90–95% มีโอกาสแพ้นมแพะร่วมด้วย จากภาวะแพ้ข้ามชนิด (Cross-reactivity) นมแพะอาจทำให้อาการแพ้ไม่ดีขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการแพ้รุนแรง แนวทางการรักษา โรคแพ้นมวัวในเด็ก แนะนำให้ใช้นมสูตรย่อยโปรตีนอย่างละเอียด (eHF) เป็นตัวเลือกแรก ในเด็กที่มีอาการแพ้รุนแรง อาจจำเป็นต้องใช้นมกรดอะมิโน (AAF) ภายใต้การดูแลของแพทย์ การวินิจฉัยและดูแล ภาวะแพ้นมวัวในเด็ก อย่างถูกต้อง ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตและลดความเสี่ยงโรคภูมิแพ้ในอนาคต
อ่านต่อ
คู่มือคุณพ่อคุณแม่ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ฉบับเข้าใจง่าย_2

คู่มือคุณพ่อคุณแม่ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ฉบับเข้าใจง่าย

ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่ติดต่อได้ง่าย และอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดอักเสบและสมองอักเสบ แนะนำให้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี เนื่องจากเชื้อไวรัสมีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ และภูมิคุ้มกันจะลดลงภายใน 6–12 เดือน ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการรับวัคซีน คือก่อนฤดูระบาด โดยทั่วไปแนะนำในช่วงเดือนมีนาคม–พฤษภาคม และตุลาคม–พฤศจิกายน กลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับวัคซีน ได้แก่ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภาวะอ้วน ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้าหรือมีความผิดปกติทางระบบประสาท วัคซีนไข้หวัดใหญ่มี 2 รูปแบบ ได้แก่ วัคซีนชนิดฉีด (เชื้อไม่มีชีวิต) และวัคซีนชนิดพ่นทางจมูก (เชื้อมีชีวิตอ่อนฤทธิ์) เด็กอายุต่ำกว่า 9 ปีที่ได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นครั้งแรก ควรได้รับ 2 เข็ม โดยเว้นระยะห่าง 1 เดือน และหลังจากนั้นควรรับวัคซีนกระตุ้นปีละ 1 ครั้ง เพื่อการป้องกันอย่างต่อเนื่อง.
อ่านต่อ
รู้ทันเชื้อ H. pylori ภัยเงียบของกระเพาะอาหาร ที่อาจเสี่ยงมะเร็งโดยไม่รู้ตัว_2

รู้ทันเชื้อ H. pylori ภัยเงียบของกระเพาะอาหาร ที่อาจเสี่ยงมะเร็งโดยไม่รู้ตัว

• เชื้อ H. pylori คือแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในกระเพาะอาหาร และเป็นสาเหตุสำคัญของโรคกระเพาะอาหารเรื้อรัง • อาการที่พบบ่อย ได้แก่ ปวดท้อง จุกแน่น ท้องอืด แสบท้อง เรอบ่อย คลื่นไส้ และเบื่ออาหาร • หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจเสี่ยงแผลในกระเพาะอาหาร และมะเร็งกระเพาะอาหาร • เชื้อสามารถติดต่อผ่านอาหาร น้ำดื่ม หรือการใช้ภาชนะร่วมกัน • สามารถตรวจหาเชื้อได้ด้วยการตรวจลมหายใจ ตรวจเลือด ตรวจอุจจาระ หรือส่องกล้องกระเพาะอาหาร • การรักษาทำได้ด้วยยาปฏิชีวนะร่วมกับยาลดกรด ภายใต้การดูแลของแพทย์ • ป้องกันได้ด้วยการกินอาหารสะอาด ใช้ช้อนกลาง และล้างมืออย่างสม่ำเสมอ
อ่านต่อ