033-038-888

ลูกนอนกรน...เรื่องใหญ่กว่าที่คิด!

(ศูนย์สุขภาพเด็ก) ผู้เขียนบทความ : แพทย์หญิง พรพรรณ กสิเสรีวงศ์ 2026-07-07 08:55:00

ลูกนอนกรน...เรื่องใหญ่กว่าที่คิด!

Highlight 

  •  เด็กนอนกรนบ่อยกว่า 3 คืนต่อสัปดาห์ ไม่ควรมองข้าม
  •  OSA ทำให้เด็กหายใจติดขัดหรือหยุดหายใจขณะหลับ ส่งผลให้ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ
  •  อาจกระทบต่อพัฒนาการ สมาธิ การเรียนรู้ และการเจริญเติบโต
  •  สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่ ต่อมทอนซิลโต อะดีนอยด์โต และโรคอ้วน
  •  การตรวจการนอนหลับ (Polysomnography: PSG) เป็นมาตรฐานในการวินิจฉัย
  •  การรักษาที่เหมาะสม เช่น การใช้ยา การผ่าตัด หรือการดูแลร่วมอื่น ๆ ช่วยให้เด็กกลับมานอนหลับได้อย่างมีคุณภาพ

 

 

 

ลูกนอนกรน...เรื่องใหญ่กว่าที่คิด! รู้ทันภาวะหยุดหายใจขณะหลับในเด็ก (OSA)

ลูกนอนกรนเป็นเรื่องปกติหรือไม่? หลายคนอาจคิดว่าการนอนกรนในเด็กเป็นเรื่องธรรมดา แต่ความจริงแล้ว การนอนกรนในเด็กอาจเป็นสัญญาณของภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea: OSA) ซึ่งเกิดจากทางเดินหายใจตีบหรืออุดกั้นขณะนอนหลับ โดยสาเหตุที่พบได้บ่อยคือ ต่อมทอนซิลโต หรือ ภาวะโรคอ้วน

หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการ การเรียนรู้ สมอง การเจริญเติบโต รวมถึงระบบหัวใจและหลอดเลือดของเด็กในระยะยาว


OSA คืออะไร?

OSA (Obstructive Sleep Apnea) คือ ภาวะที่ทางเดินหายใจเกิดการอุดกั้นขณะหลับ ทำให้เด็กหายใจได้ไม่สะดวกหรือหยุดหายใจเป็นช่วง ๆ ส่งผลให้ระดับออกซิเจนในเลือดลดลง และคุณภาพการนอนหลับไม่ดี

เมื่อเกิดภาวะนี้เป็นเวลานาน อาจทำให้เด็ก

✔ ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ
✔ นอนหลับไม่เต็มอิ่ม
✔ การเจริญเติบโตช้าลง
✔ พัฒนาการด้านสมองและการเรียนรู้ลดลง
✔ เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและความดันโลหิตสูงในอนาคต


 5 สัญญาณอันตรายที่พ่อแม่ควรสังเกต

หากลูกมีอาการต่อไปนี้ ควรพาเข้ารับการตรวจจากแพทย์

1. กรนบ่อย

  • กรนมากกว่า 3 คืนต่อสัปดาห์

2. หายใจเฮือกหรือหยุดหายใจขณะหลับ

  • มีอาการสะดุ้ง หายใจแรง หรือหยุดหายใจเป็นช่วง ๆ

3. ปัสสาวะรดที่นอน

  • แม้พ้นวัยที่ควบคุมการขับถ่ายได้แล้ว

4. ซนผิดปกติ หรือสมาธิสั้น

  • เด็กอาจง่วงจากการนอนไม่พอ แต่กลับแสดงออกด้วยพฤติกรรมซุกซนผิดปกติ

5. นอนหลับไม่มีคุณภาพ

  • ตื่นบ่อย หลับไม่สนิท หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ

สาเหตุหลักของภาวะ OSA ในเด็ก

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับในเด็กเกิดได้จากหลายปัจจัย โดยสาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่

  • ต่อมทอนซิลโตและอะดีนอยด์โต

เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด เนื้อเยื่อที่โตผิดปกติจะไปปิดกั้นทางเดินหายใจขณะหลับ

  • โรคอ้วน

ไขมันบริเวณคอและทางเดินหายใจทำให้ช่องทางเดินหายใจแคบลง

  • โครงสร้างใบหน้าผิดปกติ

เช่น ขากรรไกรเล็ก หรือโครงสร้างใบหน้าที่ทำให้ทางเดินหายใจตีบ


เด็กกลุ่มใดเสี่ยงต่อภาวะ OSA รุนแรง?

เด็กในกลุ่มต่อไปนี้มีโอกาสเกิดภาวะ OSA มากกว่าปกติ

เด็กโรคอ้วน

มีน้ำหนักตัวเทียบกับส่วนสูงเกิน 140%

เด็กอายุน้อย

โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี

เด็กที่มีโรคประจำตัว

  • ดาวน์ซินโดรม
  • โรคระบบประสาทและกล้ามเนื้อ
  • โครงสร้างใบหน้าผิดปกติ

แนวทางการตรวจวินิจฉัย

หากสงสัยว่าลูกมีภาวะ OSA แพทย์จะทำการประเมินอย่างละเอียด ได้แก่

  • ซักประวัติการนอนและอาการ
  • อัดวิดีโอขณะหลับเพื่อประเมินลักษณะการหายใจ
  • ตรวจการนอนหลับ (Polysomnography : PSG) ซึ่งถือเป็นมาตรฐานในการวินิจฉัยภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

แนวทางการรักษา

การรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุและระดับความรุนแรงของโรค

1. การรักษาด้วยยา

ในรายที่อาการไม่รุนแรง แพทย์อาจพิจารณา

  • ยาพ่นจมูก
  • ยารับประทาน

2. การผ่าตัด

หากมีภาวะทอนซิลโตหรืออะดีนอยด์โตจนเป็นสาเหตุหลักของการอุดกั้น

การผ่าตัดต่อมทอนซิลและอะดีนอยด์ มักให้ผลการรักษาที่ดีที่สุด


3. การรักษาทางเลือกอื่น

ในบางรายอาจใช้วิธีร่วมกัน เช่น

  • ควบคุมน้ำหนัก
  • ใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (CPAP)
  • ใช้อุปกรณ์ทางทันตกรรมตามคำแนะนำของแพทย์

เมื่อไรควรรีบพบแพทย์?

ควรพาบุตรหลานเข้ารับการตรวจ หากพบว่า

  • กรนเป็นประจำ
  • หยุดหายใจหรือหายใจเฮือกขณะหลับ
  • ง่วงผิดปกติ
  • สมาธิสั้นหรือซนมาก
  • ปัสสาวะรดที่นอนร่วมกับการนอนกรน

การวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่ระยะแรก จะช่วยลดความเสี่ยงต่อผลกระทบด้านพัฒนาการและสุขภาพในระยะยาว


ดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

พญ.พรพรรณ กิลิสเรืองศ์
กุมารเวชศาสตร์ระบบหายใจ


สอบถามเพิ่มเติม 

แผนก กุมารเวชศาสตร์ระบบหายใจ โทรศัพท์: 033-038-888
LINE: @schped
Facebook: Samitivej Chonburi

 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ลูกนอนกรนเป็นประจำ ถือว่าผิดปกติหรือไม่?

หากลูกนอนกรนมากกว่า 3 คืนต่อสัปดาห์ หรือมีอาการหายใจเฮือก หยุดหายใจขณะหลับ อาจเป็นสัญญาณของ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) ควรเข้ารับการประเมินโดยแพทย์

อาการใดบ้างที่บ่งชี้ว่าลูกอาจเป็น OSA?
  • นอนกรนเป็นประจำ
  • หายใจเฮือกหรือหยุดหายใจขณะหลับ
  • นอนหลับไม่สนิท
  • ซนผิดปกติหรือสมาธิสั้น
  • ปัสสาวะรดที่นอนร่วมกับการนอนกรน
สาเหตุของ OSA ในเด็กคืออะไร?
  • ต่อมทอนซิลโต
  • อะดีนอยด์โต
  • โรคอ้วน
  • ความผิดปกติของโครงสร้างใบหน้า
ภาวะ OSA รักษาได้หรือไม่?

สามารถรักษาได้ โดยขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรง เช่น การใช้ยา การผ่าตัด การควบคุมน้ำหนัก หรือการใช้เครื่อง CPAP

หากปล่อยไว้โดยไม่รักษาจะเกิดอะไรขึ้น?

อาจส่งผลต่อการเจริญเติบโต พัฒนาการด้านสมอง สมาธิ การเรียนรู้ คุณภาพการนอนหลับ และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจในอนาคต





สอบถามข้อมูล
กรุณากรอกฟอร์มให้ครบถ้วน
ทางโรงพยาบาลจะติดต่อกลับภายใน 48 ชั่วโมง

doctor icon
แนะนำแพทย์ ประจำศูนย์

icon-articleบทความประจำศูนย์

ดูทั้งหมด
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับนมแพะ และ นมวัว_2

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับนมแพะ และ นมวัว

แพ้นมวัวไม่สามารถเปลี่ยนไปดื่มนมแพะได้ เนื่องจากโปรตีนมีความคล้ายคลึงกันถึง 80–90% เด็กที่แพ้นมวัวกว่า 90–95% มีโอกาสแพ้นมแพะร่วมด้วย จากภาวะแพ้ข้ามชนิด (Cross-reactivity) นมแพะอาจทำให้อาการแพ้ไม่ดีขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการแพ้รุนแรง แนวทางการรักษา โรคแพ้นมวัวในเด็ก แนะนำให้ใช้นมสูตรย่อยโปรตีนอย่างละเอียด (eHF) เป็นตัวเลือกแรก ในเด็กที่มีอาการแพ้รุนแรง อาจจำเป็นต้องใช้นมกรดอะมิโน (AAF) ภายใต้การดูแลของแพทย์ การวินิจฉัยและดูแล ภาวะแพ้นมวัวในเด็ก อย่างถูกต้อง ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตและลดความเสี่ยงโรคภูมิแพ้ในอนาคต
อ่านต่อ
คู่มือคุณพ่อคุณแม่ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ฉบับเข้าใจง่าย_2

คู่มือคุณพ่อคุณแม่ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ฉบับเข้าใจง่าย

ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่ติดต่อได้ง่าย และอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดอักเสบและสมองอักเสบ แนะนำให้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี เนื่องจากเชื้อไวรัสมีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ และภูมิคุ้มกันจะลดลงภายใน 6–12 เดือน ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการรับวัคซีน คือก่อนฤดูระบาด โดยทั่วไปแนะนำในช่วงเดือนมีนาคม–พฤษภาคม และตุลาคม–พฤศจิกายน กลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับวัคซีน ได้แก่ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภาวะอ้วน ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้าหรือมีความผิดปกติทางระบบประสาท วัคซีนไข้หวัดใหญ่มี 2 รูปแบบ ได้แก่ วัคซีนชนิดฉีด (เชื้อไม่มีชีวิต) และวัคซีนชนิดพ่นทางจมูก (เชื้อมีชีวิตอ่อนฤทธิ์) เด็กอายุต่ำกว่า 9 ปีที่ได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นครั้งแรก ควรได้รับ 2 เข็ม โดยเว้นระยะห่าง 1 เดือน และหลังจากนั้นควรรับวัคซีนกระตุ้นปีละ 1 ครั้ง เพื่อการป้องกันอย่างต่อเนื่อง.
อ่านต่อ
การตรวจอายุกระดูกด้วย AI: เข้าใจการเจริญเติบโตของลูกอย่างแม่นยำ เพื่อการดูแลที่ตรงจุด_2

การตรวจอายุกระดูกด้วย AI: เข้าใจการเจริญเติบโตของลูกอย่างแม่นยำ เพื่อการดูแลที่ตรงจุด

“ลูกโตช้ากว่าเพื่อนหรือเปล่า” “ทำไมลูกอายุเท่านี้ แต่ดูเหมือนเข้าสู่วัยรุ่นเร็วเกินไปหรือไม่” คำถามเหล่านี้มักเกิดขึ้นในใจของพ่อแม่จำนวนมาก เพราะการเจริญเติบโตของเด็กไม่ได้มีเพียงเรื่องของความสูงเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงสุขภาพโดยรวมของร่างกาย ฮอร์โมน และพัฒนาการที่สมดุลในแต่ละช่วงวัย การตรวจ อายุกระดูก (Bone Age) จึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการแพทย์ที่สำคัญ ที่ช่วยกุมารแพทย์ วิเคราะห์ การเติบโตของเด็กได้อย่างชัดเจนและแม่นยำกว่าการวัดความสูงเพียงอย่างเดียว  
อ่านต่อ