033-038-888

โรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในเด็ก

(ศูนย์สุขภาพเด็ก) ผู้เขียนบทความ : แพทย์หญิง เบญจมาศ ตันหยง 2026-07-08 08:49:00

โรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในเด็ก

HIGHLIGHTS :

- สังเกตอาการตั้งแต่เนิ่น ๆ : ผิวซีด เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย สมาธิลดลง หรือเวียนศีรษะ อาจเป็นสัญญาณของภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก
- รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กอย่างเพียงพอ : เน้นเนื้อแดง ตับ ไข่แดง อาหารทะเล ผักใบเขียว และถั่ว เพื่อช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดแดง
- วิตามินซีช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็ก : รับประทานผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เช่น ส้ม ฝรั่ง กีวี หรือสตรอว์เบอร์รี ร่วมกับมื้ออาหาร
- เด็กบางกลุ่มมีความเสี่ยงสูงกว่าปกติ : โดยเฉพาะเด็กอายุมากกว่า 6 เดือนที่ได้รับนมแม่เพียงอย่างเดียว เด็กคลอดก่อนกำหนด หรือเด็กน้ำหนักแรกเกิดน้อย
- หากสงสัย อย่ารอให้รุนแรง : ควรพาบุตรหลานพบกุมารแพทย์เพื่อตรวจร่างกายและตรวจเลือด การรักษาอาจต้องใช้ยาเสริมธาตุเหล็กร่วมกับการปรับอาหารตามคำแนะนำของแพทย์

 

 

โรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในเด็ก


1. สังเกตสัญญาณเตือน:

ลูกมีอาการเหล่านี้หรือไม่?

  • ผิวหนังซีด
  • เยื่อบุริมฝีปากและเยื่อบุตาซีด
  • ร่างกายอ่อนเพลียและเหนื่อยง่าย
  • เหนื่อยง่ายเมื่อทำกิจกรรม และอาจมีชีพจรเต้นเร็วร่วมด้วย
  • เล็บอ่อนเป็นรูปช้อน
  • อาจพบมุมปากเปื่อยหรือลิ้นเลี่ยน
  • ขาดสมาธิและพัฒนาการช้าลง
  • ขาดสมาธิในการเรียน
  • ส่งผลพัฒนาการการเรียนรู้ที่ลดลง วิงเวียนศีรษะ

2. อาหารแนะนำ

เพื่อป้องกันและเสริมธาตุเหล็ก

A. เมนูเนื้อสัตว์และเครื่องใน

เน้นเนื้อแดง เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู เลือด ตับ เครื่องในจากสัตว์

B. ไข่แดงและอาหารทะเล

อาหารทะเล ปลา กุ้ง หอย
เด็กวัยเรียนควรกินไข่แดงเป็นประจำ

C. ผักใบเขียวและถั่วต่าง ๆ

เลือกทานชนิดผัก เช่น คะน้า ตำลึง บรอกโคลี
เพื่อเสริมปริมาณธาตุเหล็กจากพืช

Pro-Tip

ผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง ช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีขึ้น


3. กลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

เด็กที่กินแต่นมแม่โดยไม่มีอาหารเสริม

เด็กอายุมากกว่า 6 เดือน ที่ยังได้รับนมแม่อย่างเดียว และไม่ได้อาหารเสริมตามวัยที่เพียงพอ จะเพิ่มความเสี่ยงที่จะมีภาวะซีด

การคลอดก่อนกำหนด

รวมถึงมีน้ำหนักแรกเกิดน้อย และเด็กที่เริ่มมีการเจริญเติบโตช้ากว่าวัย


4. คำแนะนำสำคัญสำหรับผู้ปกครอง

อย่าปล่อยทิ้งไว้จนรุนแรง

หากสงสัยว่าลูกมีอาการ ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจร่างกาย และตรวจเลือดทันที

การปรับอาหารอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ

  • ควรปรึกษาแพทย์
  • รับประทานยาเสริมธาตุเหล็กอย่างต่อเนื่อง
  • และตรวจเลือดติดตามผลตามคำแนะนำของแพทย์

 

ขอขอบคุณข้อมูล
      พญ.เบญจมาศ ต้นหยง
     กุมารแพทย์สาขาโลหิตวิทยาและมะเร็งในเด็ก

Tel: 033-038-888
LINE: @schped
Facebook: Samitivej Chonburi

 

 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

 เมื่อไรควรพาลูกพบแพทย์?

หากลูกมีอาการ ซีด เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย หรือสมาธิลดลง ควรรีบพบกุมารแพทย์เพื่อตรวจร่างกายและตรวจเลือด ไม่ควรรอให้อาการรุนแรงขึ้น

 เคล็ดลับเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็ก

รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กร่วมกับ ผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เช่น ส้ม ฝรั่ง กีวี หรือสตรอว์เบอร์รี เพื่อช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดียิ่งขึ้น

 รู้หรือไม่? ภาวะขาดธาตุเหล็กส่งผลอย่างไรต่อเด็ก

ภาวะขาดธาตุเหล็กอาจส่งผลต่อ พัฒนาการ สมาธิ และการเรียนรู้ ของเด็ก แม้ในระยะเริ่มต้นที่ยังไม่มีอาการซีดอย่างชัดเจน ดังนั้นการสังเกตอาการและตรวจสุขภาพตามคำแนะนำของแพทย์จึงเป็นสิ่งสำคัญ





สอบถามข้อมูล
กรุณากรอกฟอร์มให้ครบถ้วน
ทางโรงพยาบาลจะติดต่อกลับภายใน 48 ชั่วโมง

doctor icon
แนะนำแพทย์ ประจำศูนย์

icon-articleบทความประจำศูนย์

ดูทั้งหมด
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับนมแพะ และ นมวัว_2

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับนมแพะ และ นมวัว

แพ้นมวัวไม่สามารถเปลี่ยนไปดื่มนมแพะได้ เนื่องจากโปรตีนมีความคล้ายคลึงกันถึง 80–90% เด็กที่แพ้นมวัวกว่า 90–95% มีโอกาสแพ้นมแพะร่วมด้วย จากภาวะแพ้ข้ามชนิด (Cross-reactivity) นมแพะอาจทำให้อาการแพ้ไม่ดีขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการแพ้รุนแรง แนวทางการรักษา โรคแพ้นมวัวในเด็ก แนะนำให้ใช้นมสูตรย่อยโปรตีนอย่างละเอียด (eHF) เป็นตัวเลือกแรก ในเด็กที่มีอาการแพ้รุนแรง อาจจำเป็นต้องใช้นมกรดอะมิโน (AAF) ภายใต้การดูแลของแพทย์ การวินิจฉัยและดูแล ภาวะแพ้นมวัวในเด็ก อย่างถูกต้อง ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตและลดความเสี่ยงโรคภูมิแพ้ในอนาคต
อ่านต่อ
คู่มือคุณพ่อคุณแม่ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ฉบับเข้าใจง่าย_2

คู่มือคุณพ่อคุณแม่ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ฉบับเข้าใจง่าย

ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่ติดต่อได้ง่าย และอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดอักเสบและสมองอักเสบ แนะนำให้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี เนื่องจากเชื้อไวรัสมีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ และภูมิคุ้มกันจะลดลงภายใน 6–12 เดือน ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการรับวัคซีน คือก่อนฤดูระบาด โดยทั่วไปแนะนำในช่วงเดือนมีนาคม–พฤษภาคม และตุลาคม–พฤศจิกายน กลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับวัคซีน ได้แก่ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภาวะอ้วน ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้าหรือมีความผิดปกติทางระบบประสาท วัคซีนไข้หวัดใหญ่มี 2 รูปแบบ ได้แก่ วัคซีนชนิดฉีด (เชื้อไม่มีชีวิต) และวัคซีนชนิดพ่นทางจมูก (เชื้อมีชีวิตอ่อนฤทธิ์) เด็กอายุต่ำกว่า 9 ปีที่ได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นครั้งแรก ควรได้รับ 2 เข็ม โดยเว้นระยะห่าง 1 เดือน และหลังจากนั้นควรรับวัคซีนกระตุ้นปีละ 1 ครั้ง เพื่อการป้องกันอย่างต่อเนื่อง.
อ่านต่อ
การตรวจอายุกระดูกด้วย AI: เข้าใจการเจริญเติบโตของลูกอย่างแม่นยำ เพื่อการดูแลที่ตรงจุด_2

การตรวจอายุกระดูกด้วย AI: เข้าใจการเจริญเติบโตของลูกอย่างแม่นยำ เพื่อการดูแลที่ตรงจุด

“ลูกโตช้ากว่าเพื่อนหรือเปล่า” “ทำไมลูกอายุเท่านี้ แต่ดูเหมือนเข้าสู่วัยรุ่นเร็วเกินไปหรือไม่” คำถามเหล่านี้มักเกิดขึ้นในใจของพ่อแม่จำนวนมาก เพราะการเจริญเติบโตของเด็กไม่ได้มีเพียงเรื่องของความสูงเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงสุขภาพโดยรวมของร่างกาย ฮอร์โมน และพัฒนาการที่สมดุลในแต่ละช่วงวัย การตรวจ อายุกระดูก (Bone Age) จึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการแพทย์ที่สำคัญ ที่ช่วยกุมารแพทย์ วิเคราะห์ การเติบโตของเด็กได้อย่างชัดเจนและแม่นยำกว่าการวัดความสูงเพียงอย่างเดียว  
อ่านต่อ