033-038-888

โรคปอดอักเสบ (Pneumonia)

(ศูนย์สุขภาพเด็ก) ผู้เขียนบทความ : แพทย์หญิง วันขวัญ อรรฆยกุล 2026-07-21 15:13:00

โรคปอดอักเสบ (Pneumonia)

HIGHLIGHTS :

  • โรคปอดอักเสบ คือภาวะอักเสบของเนื้อปอดจากการติดเชื้อ ทำให้หายใจลำบากและอาจรุนแรงหากไม่ได้รับการรักษา
  • สาเหตุหลัก ได้แก่ เชื้อไวรัส (RSV, ไข้หวัดใหญ่, Parainfluenza) เชื้อแบคทีเรีย (นิวโมคอคคัส) รวมถึงเชื้อราและไมโครพลาสมา
  • อาการสำคัญ คือ มีไข้ ไอมีเสมหะ หายใจเร็ว หอบเหนื่อย ปีกจมูกบาน และอกบุ๋ม โดยเฉพาะในเด็ก
  • สัญญาณอันตราย หากเด็กไอร่วมกับหายใจลำบาก หายใจเร็วหรือแรง หรือมีเสียงดังขณะหายใจ ควรรีบพบแพทย์ทันที
  • การรักษา ขึ้นอยู่กับสาเหตุ อาจใช้ยาปฏิชีวนะ ยาต้านไวรัส และการรักษาประคับประคอง เช่น ให้ออกซิเจน ยาลดไข้ และสารน้ำ
  • การป้องกัน ล้างมือสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วยและควันบุหรี่ พร้อมรับวัคซีนป้องกัน ไข้หวัดใหญ่, IPD และ Hib ตามคำแนะนำ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคและภาวะแทรกซ้อน

 


 

 

 

 

 

โรคปอดอักเสบ (Pneumonia)

โรคปอดอักเสบ (Pneumonia) หรือที่มักเรียกกันว่าปอดบวม เป็นภาวะที่เกิดการอักเสบของเนื้อปอดบริเวณหลอดลมฝอยส่วนปลายและถุงลม


1. สาเหตุและการติดต่อ

สาเหตุ เกิดได้จากทั้งเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรีย 

สาเหตุที่เกิดจากเชื้อไวรัส 

  • RSV
  • ไข้หวัดใหญ่
  • Parainfluenza

สาเหตุเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เช่น

  • เชื้อนิวโมคอคคัส

หรือเชื้อรา หรือเชื้อไมโครพลาสมา

การติดต่อ

สามารถติดต่อได้ผ่านการไอ จาม  หายใจรดกัน การสำลักอาหารหรือสารเคมีเข้าปอด หรือแพร่กระจายไปตามกระแสเลือด


2. อาการของโรคปอดบวม สามารถสังเกตได้ดังนี้

อาการสำคัญ

  • ✅ มีไข้
  • ✅ไอมีเสมหะ
  • ✅หายใจหอบเหนื่อย
  • ✅หายใจเร็ว
  • ✅ปีกจมูกบาน
  • ✅อกบุ๋ม

อาการในเด็กเล็ก 

อาการอาจไม่ชัดเจน อาจมีไข้หรือไม่มีไข้ก็ได้ ,อาการซึม ,อาการร้องกวน ,อาการกระสับกระส่าย, ไม่ยอมดูดนมหรือดูดนมลำบาก

อาการในเด็กโต

อาจมีอาการเจ็บหน้าอก เวลาหายใจเข้า–ออกลึก ๆ

กรณีรุนแรง

อาจนำไปสู่ภาวะหายใจล้มเหลวมีหนองในช่องเยื่อหุ้มปอด


3. แนวทางการรักษา

1. การรักษาจำเพาะ

การให้ยาปฏิชีวนะ กรณีติดเชื้อแบคทีเรีย หรือยาต้านไวรัส กรณีไข้หวัดใหญ่หรือโควิด-19

2. การรักษาประคับประคอง

  • ให้สารน้ำหรือดื่มน้ำให้เพียงพอ
  • ให้ออกซิเจนหรือใช้เครื่องช่วยหายใจในรายที่มีอาการหนัก
  • ใช้ยาพ่นขยายหลอดลม
  • ยาลดไข้
  • ยาละลายเสมหะ

4. การป้องกัน

ดูแลสุขอนามัย

  • ✅ หมั่นล้างมือบ่อย ๆ
  • ✅ หลีกเลี่ยงสถานที่แออัดหรืออยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย
  • ✅ หลีกเลี่ยงควันบุหรี่หรือควันไฟ

การป้องกันโดยการฉีดวัคซีน

เด็กแนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกัน

  • ไข้หวัดใหญ่
  • ไอพีดี (IPD)
  • ฮิบ (Hib)

พ่อแม่และผู้ดูแลเด็กก็ควรได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่และโควิดด้วย


ข้อควรระวัง

หากพบว่าเด็กมีอาการไอและหายใจลำบาก หายใจเร็ว แรง หรือมีเสียงดัง ควรรีบไปพบแพทย์


 

ขอขอบคุณ
พญ. วันขวัญ อรรษยกุล

กุมารเวชศาสตร์โรคระบบทางเดินหายใจ


ช่องทางติดต่อ

  • Tel: 033-038-888
  • LINE: @schped
  • Facebook: Samitivej Chonburi

 





สอบถามข้อมูล
กรุณากรอกฟอร์มให้ครบถ้วน
ทางโรงพยาบาลจะติดต่อกลับภายใน 48 ชั่วโมง

doctor icon
แนะนำแพทย์ ประจำศูนย์

icon-articleบทความประจำศูนย์

ดูทั้งหมด
โรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในเด็ก_2

โรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในเด็ก

- สังเกตอาการตั้งแต่เนิ่น ๆ : ผิวซีด เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย สมาธิลดลง หรือเวียนศีรษะ อาจเป็นสัญญาณของภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก - รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กอย่างเพียงพอ : เน้นเนื้อแดง ตับ ไข่แดง อาหารทะเล ผักใบเขียว และถั่ว เพื่อช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดแดง - วิตามินซีช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็ก : รับประทานผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เช่น ส้ม ฝรั่ง กีวี หรือสตรอว์เบอร์รี ร่วมกับมื้ออาหาร - เด็กบางกลุ่มมีความเสี่ยงสูงกว่าปกติ : โดยเฉพาะเด็กอายุมากกว่า 6 เดือนที่ได้รับนมแม่เพียงอย่างเดียว เด็กคลอดก่อนกำหนด หรือเด็กน้ำหนักแรกเกิดน้อย - หากสงสัย อย่ารอให้รุนแรง : ควรพาบุตรหลานพบกุมารแพทย์เพื่อตรวจร่างกายและตรวจเลือด การรักษาอาจต้องใช้ยาเสริมธาตุเหล็กร่วมกับการปรับอาหารตามคำแนะนำของแพทย์
อ่านต่อ
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับนมแพะ และ นมวัว_2

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับนมแพะ และ นมวัว

แพ้นมวัวไม่สามารถเปลี่ยนไปดื่มนมแพะได้ เนื่องจากโปรตีนมีความคล้ายคลึงกันถึง 80–90% เด็กที่แพ้นมวัวกว่า 90–95% มีโอกาสแพ้นมแพะร่วมด้วย จากภาวะแพ้ข้ามชนิด (Cross-reactivity) นมแพะอาจทำให้อาการแพ้ไม่ดีขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการแพ้รุนแรง แนวทางการรักษา โรคแพ้นมวัวในเด็ก แนะนำให้ใช้นมสูตรย่อยโปรตีนอย่างละเอียด (eHF) เป็นตัวเลือกแรก ในเด็กที่มีอาการแพ้รุนแรง อาจจำเป็นต้องใช้นมกรดอะมิโน (AAF) ภายใต้การดูแลของแพทย์ การวินิจฉัยและดูแล ภาวะแพ้นมวัวในเด็ก อย่างถูกต้อง ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตและลดความเสี่ยงโรคภูมิแพ้ในอนาคต
อ่านต่อ
คู่มือคุณพ่อคุณแม่ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ฉบับเข้าใจง่าย_2

คู่มือคุณพ่อคุณแม่ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ฉบับเข้าใจง่าย

ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่ติดต่อได้ง่าย และอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดอักเสบและสมองอักเสบ แนะนำให้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี เนื่องจากเชื้อไวรัสมีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ และภูมิคุ้มกันจะลดลงภายใน 6–12 เดือน ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการรับวัคซีน คือก่อนฤดูระบาด โดยทั่วไปแนะนำในช่วงเดือนมีนาคม–พฤษภาคม และตุลาคม–พฤศจิกายน กลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับวัคซีน ได้แก่ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภาวะอ้วน ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้าหรือมีความผิดปกติทางระบบประสาท วัคซีนไข้หวัดใหญ่มี 2 รูปแบบ ได้แก่ วัคซีนชนิดฉีด (เชื้อไม่มีชีวิต) และวัคซีนชนิดพ่นทางจมูก (เชื้อมีชีวิตอ่อนฤทธิ์) เด็กอายุต่ำกว่า 9 ปีที่ได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นครั้งแรก ควรได้รับ 2 เข็ม โดยเว้นระยะห่าง 1 เดือน และหลังจากนั้นควรรับวัคซีนกระตุ้นปีละ 1 ครั้ง เพื่อการป้องกันอย่างต่อเนื่อง.
อ่านต่อ
การตรวจอายุกระดูกด้วย AI: เข้าใจการเจริญเติบโตของลูกอย่างแม่นยำ เพื่อการดูแลที่ตรงจุด_2

การตรวจอายุกระดูกด้วย AI: เข้าใจการเจริญเติบโตของลูกอย่างแม่นยำ เพื่อการดูแลที่ตรงจุด

“ลูกโตช้ากว่าเพื่อนหรือเปล่า” “ทำไมลูกอายุเท่านี้ แต่ดูเหมือนเข้าสู่วัยรุ่นเร็วเกินไปหรือไม่” คำถามเหล่านี้มักเกิดขึ้นในใจของพ่อแม่จำนวนมาก เพราะการเจริญเติบโตของเด็กไม่ได้มีเพียงเรื่องของความสูงเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงสุขภาพโดยรวมของร่างกาย ฮอร์โมน และพัฒนาการที่สมดุลในแต่ละช่วงวัย การตรวจ อายุกระดูก (Bone Age) จึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการแพทย์ที่สำคัญ ที่ช่วยกุมารแพทย์ วิเคราะห์ การเติบโตของเด็กได้อย่างชัดเจนและแม่นยำกว่าการวัดความสูงเพียงอย่างเดียว  
อ่านต่อ