033-038-888

ภาวะน้ำหนักเกิน และโรคอ้วนในเด็กและวัยรุ่น

(ศูนย์สุขภาพเด็ก) ผู้เขียนบทความ : แพทย์หญิง พชรวรรณ ชื่นรัตนาวงษ์ 2026-07-21 16:45:00

ภาวะน้ำหนักเกิน และโรคอ้วนในเด็กและวัยรุ่น

HIGHLIGHTS : 

  • ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในเด็ก เป็นปัญหาสุขภาพที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวานชนิดที่ 2 ความดันโลหิตสูง ไขมันพอกตับ และโรคหัวใจในอนาคต
  • สังเกตสัญญาณเด็กอ้วนตั้งแต่ระยะแรก พร้อมติดตามน้ำหนักและการเจริญเติบโตอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและส่งเสริมพัฒนาการที่เหมาะสม
  • ป้องกันโรคอ้วนในเด็ก ด้วยการรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ ลดอาหารหวาน มัน เค็ม เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล และเพิ่มผักผลไม้ในทุกมื้อ
  • ส่งเสริมกิจกรรมทางกายและการออกกำลังกายอย่างน้อย 60 นาทีต่อวัน พร้อมจำกัดเวลาใช้หน้าจอ เพื่อช่วยควบคุมน้ำหนักและเสริมสร้างสุขภาพที่ดี
  • พ่อแม่มีบทบาทสำคัญในการป้องกันโรคอ้วนในเด็ก ด้วยการเป็นแบบอย่างของการใช้ชีวิตที่มีสุขภาพดี และสร้างพฤติกรรมที่เหมาะสมภายในครอบครัว
  • หากเด็กมีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน ควรปรึกษากุมารแพทย์ เพื่อประเมินสุขภาพ วางแผนการดูแล และลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในระยะยาว

 

 

ภาวะน้ำหนักเกิน และ โรคอ้วนในเด็กและวัยรุ่น

รู้เร็ว ป้องกันได้ สุขภาพดีในระยะยาว


ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เด็กอ้วน

  • รับประทานอาหารหวาน มัน เค็ม หรืออาหารฟาสต์ฟู้ดเป็นประจำ
  • ดื่มน้ำหวาน ชานม น้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง
  • ใช้เวลาหน้าจอ (มือถือ แท็บเล็ต เกม) มากเกินไป
  • ออกกำลังกายน้อย มีกิจกรรมทางกายน้อย
  • นอนดึก นอนน้อย
  • มีประวัติพ่อหรือแม่เป็นโรคอ้วน
  • ความเครียด หรือใช้การกินเป็นการระบายอารมณ์

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

ผลกระทบต่อร่างกาย

  • ความดันโลหิตสูง
  • ไขมันในเลือดสูง
  • เบาหวานชนิดที่ 2
  • ไขมันพอกตับ
  • นอนกรนหรือหยุดหายใจขณะหลับ
  • ปวดเข่า ปวดข้อ เท้าแบน
  • เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เร็วกว่าปกติ

ผลกระทบต่อจิตใจและสังคม

  • ขาดความมั่นใจ
  • ถูกล้อเลียน หรือกลั่นแกล้ง
  • เครียด วิตกกังวล หรือซึมเศร้า

เด็กอ้วนจำนวนมากมีโอกาสกลายเป็นผู้ใหญ่ที่อ้วน และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในอนาคต เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน และหลอดเลือดสมอง


ป้องกันโรคอ้วน เริ่มได้ที่บ้าน

  • กินอาหารครบ 5 หมู่ เพิ่มผักและผลไม้ทุกมื้อ
  • ลดขนมหวาน น้ำหวาน และอาหารแปรรูป
  • ดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำหวาน
  • รับประทานอาหารพร้อมครอบครัว ลดการใช้หน้าจอ
  • มีกิจกรรมทางกายหรือออกกำลังกายอย่างน้อย 60 นาทีต่อวัน
  • จำกัดเวลาใช้หน้าจอ ไม่เกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน (นอกเวลาเรียน)
  • นอนหลับให้เพียงพอตามวัย

พ่อแม่เป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูก เห็นแบบไหน ทำแบบนั้น


หากลูกเริ่มอ้วน ควรทำอย่างไร?

  • ไม่ตำหนิหรือทำให้เด็กรู้สึกผิดเรื่องรูปร่าง
  • ตั้งเป้าหมายปรับพฤติกรรมทั้งครอบครัวไปพร้อมกัน
  • ชั่งน้ำหนักและติดตามการเจริญเติบโตอย่างสม่ำเสมอ
  • หากน้ำหนักเพิ่มเร็ว มีโรคร่วมหรือสงสัยภาวะแทรกซ้อน ควรปรึกษากุมารแพทย์

ขอขอบคุณข้อมูล
     พญ.พชรวรรณ ชื่นรัตนาวงษ์
กุมารแพทย์

โรงพยาบาลสมิติเวช ชลบุรี
โทร. 033-038-888
LINE: @schped





สอบถามข้อมูล
กรุณากรอกฟอร์มให้ครบถ้วน
ทางโรงพยาบาลจะติดต่อกลับภายใน 48 ชั่วโมง

doctor icon
แนะนำแพทย์ ประจำศูนย์

icon-articleบทความประจำศูนย์

ดูทั้งหมด
โรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในเด็ก_2

โรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในเด็ก

- สังเกตอาการตั้งแต่เนิ่น ๆ : ผิวซีด เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย สมาธิลดลง หรือเวียนศีรษะ อาจเป็นสัญญาณของภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก - รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กอย่างเพียงพอ : เน้นเนื้อแดง ตับ ไข่แดง อาหารทะเล ผักใบเขียว และถั่ว เพื่อช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดแดง - วิตามินซีช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็ก : รับประทานผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เช่น ส้ม ฝรั่ง กีวี หรือสตรอว์เบอร์รี ร่วมกับมื้ออาหาร - เด็กบางกลุ่มมีความเสี่ยงสูงกว่าปกติ : โดยเฉพาะเด็กอายุมากกว่า 6 เดือนที่ได้รับนมแม่เพียงอย่างเดียว เด็กคลอดก่อนกำหนด หรือเด็กน้ำหนักแรกเกิดน้อย - หากสงสัย อย่ารอให้รุนแรง : ควรพาบุตรหลานพบกุมารแพทย์เพื่อตรวจร่างกายและตรวจเลือด การรักษาอาจต้องใช้ยาเสริมธาตุเหล็กร่วมกับการปรับอาหารตามคำแนะนำของแพทย์
อ่านต่อ
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับนมแพะ และ นมวัว_2

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับนมแพะ และ นมวัว

แพ้นมวัวไม่สามารถเปลี่ยนไปดื่มนมแพะได้ เนื่องจากโปรตีนมีความคล้ายคลึงกันถึง 80–90% เด็กที่แพ้นมวัวกว่า 90–95% มีโอกาสแพ้นมแพะร่วมด้วย จากภาวะแพ้ข้ามชนิด (Cross-reactivity) นมแพะอาจทำให้อาการแพ้ไม่ดีขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการแพ้รุนแรง แนวทางการรักษา โรคแพ้นมวัวในเด็ก แนะนำให้ใช้นมสูตรย่อยโปรตีนอย่างละเอียด (eHF) เป็นตัวเลือกแรก ในเด็กที่มีอาการแพ้รุนแรง อาจจำเป็นต้องใช้นมกรดอะมิโน (AAF) ภายใต้การดูแลของแพทย์ การวินิจฉัยและดูแล ภาวะแพ้นมวัวในเด็ก อย่างถูกต้อง ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตและลดความเสี่ยงโรคภูมิแพ้ในอนาคต
อ่านต่อ
คู่มือคุณพ่อคุณแม่ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ฉบับเข้าใจง่าย_2

คู่มือคุณพ่อคุณแม่ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ฉบับเข้าใจง่าย

ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่ติดต่อได้ง่าย และอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดอักเสบและสมองอักเสบ แนะนำให้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี เนื่องจากเชื้อไวรัสมีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ และภูมิคุ้มกันจะลดลงภายใน 6–12 เดือน ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการรับวัคซีน คือก่อนฤดูระบาด โดยทั่วไปแนะนำในช่วงเดือนมีนาคม–พฤษภาคม และตุลาคม–พฤศจิกายน กลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับวัคซีน ได้แก่ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภาวะอ้วน ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้าหรือมีความผิดปกติทางระบบประสาท วัคซีนไข้หวัดใหญ่มี 2 รูปแบบ ได้แก่ วัคซีนชนิดฉีด (เชื้อไม่มีชีวิต) และวัคซีนชนิดพ่นทางจมูก (เชื้อมีชีวิตอ่อนฤทธิ์) เด็กอายุต่ำกว่า 9 ปีที่ได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นครั้งแรก ควรได้รับ 2 เข็ม โดยเว้นระยะห่าง 1 เดือน และหลังจากนั้นควรรับวัคซีนกระตุ้นปีละ 1 ครั้ง เพื่อการป้องกันอย่างต่อเนื่อง.
อ่านต่อ
การตรวจอายุกระดูกด้วย AI: เข้าใจการเจริญเติบโตของลูกอย่างแม่นยำ เพื่อการดูแลที่ตรงจุด_2

การตรวจอายุกระดูกด้วย AI: เข้าใจการเจริญเติบโตของลูกอย่างแม่นยำ เพื่อการดูแลที่ตรงจุด

“ลูกโตช้ากว่าเพื่อนหรือเปล่า” “ทำไมลูกอายุเท่านี้ แต่ดูเหมือนเข้าสู่วัยรุ่นเร็วเกินไปหรือไม่” คำถามเหล่านี้มักเกิดขึ้นในใจของพ่อแม่จำนวนมาก เพราะการเจริญเติบโตของเด็กไม่ได้มีเพียงเรื่องของความสูงเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงสุขภาพโดยรวมของร่างกาย ฮอร์โมน และพัฒนาการที่สมดุลในแต่ละช่วงวัย การตรวจ อายุกระดูก (Bone Age) จึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการแพทย์ที่สำคัญ ที่ช่วยกุมารแพทย์ วิเคราะห์ การเติบโตของเด็กได้อย่างชัดเจนและแม่นยำกว่าการวัดความสูงเพียงอย่างเดียว  
อ่านต่อ