033-038-888

ไอกรน โรคร้าย เสี่ยงอันตรายถึงชีวิต !!

(ศูนย์สุขภาพเด็ก) ผู้เขียนบทความ : แพทย์หญิง พชรวรรณ ชื่นรัตนาวงษ์

ไอกรน โรคร้าย เสี่ยงอันตรายถึงชีวิต !!

โรคไอกรน (Whooping Cough) เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Bordetella pertussis ซึ่งส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ ทำให้เกิดอาการไอรุนแรง โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม

 

สาเหตุ
เชื้อ Bordetella pertussis ติดต่อผ่านการหายใจและแพร่กระจายจากการไอหรือจามของผู้ป่วยไปยังผู้อื่นที่อยู่ใกล้ ซึ่งทำให้โรคนี้สามารถแพร่ระบาดได้ง่ายในกลุ่มเด็กที่ยังไม่ได้รับวัคซีน

 

โรคไอกรนมีอาการ 3 ระยะหลัก:
 - ระยะเริ่มต้น (Catarrhal stage) : มีอาการคล้ายไข้หวัด เช่น น้ำมูกไหล ไอเล็กน้อยและไข้ต่ำ ใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์
 - ระยะไอรุนแรง (Paroxysmal stage) : ไอติดกันเป็นชุดหลายครั้ง ตามด้วยการหายใจแรงที่เกิดเสียงดัง (เสียง "whoop") อาการนี้อาจทำให้เด็กหน้าเขียวและหยุดหายใจชั่วคราว ระยะนี้มักกินเวลานาน 2-4 สัปดาห์
 - ระยะฟื้นตัว (Convalescent stage) : อาการไอจะค่อยๆ ลดลง ใช้เวลา 2-3 สัปดาห์จึงหายดี


วัคซีนที่สามารถป้องกันโรคไอกรนมีหลายชนิด โดยส่วนใหญ่จะรวมกับวัคซีนป้องกันโรคอื่น ๆ ดังนี้:
 -  DTP (Diphtheria, Tetanus, and Pertussis) : วัคซีนรวมคอตีบบาดทะยัก ไอกรน เป็นวัคซีนจำเป็นซึ่งให้ในช่วงอายุ 2 , 4 , 6 , 18 เดือน และอายุ 4 ปี มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันโรคไอกรน
 -  Tdap (Tetanus, Diphtheria, and Pertussis) : วัคซีนกระตุ้นสำหรับวัยรุ่นและผู้ใหญ่ แนะนำให้ฉีดเมื่ออายุ 11-12 ปี และทุก ๆ 10 ปีหลังจากนั้น


การฉีดวัคซีนเหล่านี้ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคไอกรนและลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะแทรกซ้อนจากโรคนี้


การรักษา
หากพบการติดเชื้อ สามารถรักษาด้วยยาปฏิชีวนะเพื่อลดระยะเวลาในการแพร่เชื้อ การรักษายังช่วยบรรเทาอาการและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะในเด็กเล็กและกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง อย่างไรก็ตาม หากมีการสัมผัสผู้ติดเชื้อ ผู้สัมผัสควรได้รับยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรคเพิ่มเติม

------------------------------------------------------------------------------

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : แพทย์หญิง พชรวรรณ ชื่นรัตนาวงษ์ กุมารแพทย์ โรงพยาบาลสมิติเวช ชลบุรี
ศูนย์สุขภาพเด็ก : 033-038968





สอบถามข้อมูล
กรุณากรอกฟอร์มให้ครบถ้วน
ทางโรงพยาบาลจะติดต่อกลับภายใน 48 ชั่วโมง

doctor icon
แนะนำแพทย์ ประจำศูนย์

icon-articleบทความประจำศูนย์

ดูทั้งหมด
คำแนะนำสำหรับผู้ปกครอง เด็ก แพ้ อาหาร_2

คำแนะนำสำหรับผู้ปกครอง เด็ก แพ้ อาหาร

สังเกตอาการแพ้อาหารในเด็ก เช่น ผื่นลมพิษ ปากบวม อาเจียน หายใจลำบาก ซึ่งอาจเกิดขึ้นภายใน 2 ชั่วโมงหลังรับประทาน วิธีดูแลเด็กแพ้อาหารอย่างถูกต้อง อ่านฉลากอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารที่แพ้ และป้องกันการปนเปื้อนระหว่างการปรุงอาหาร อาหารที่เด็กแพ้บ่อย ได้แก่ นมวัว ไข่ ถั่วลิสง ถั่วเปลือกแข็ง ถั่วเหลือง ข้าวสาลี ปลา และอาหารทะเล หากเด็กมีอาการแพ้รุนแรง ควรรีบใช้ยา Epinephrine Auto-Injector (หากแพทย์สั่ง) และนำส่งโรงพยาบาลทันที เด็กบางรายอาจหายจากการแพ้อาหารเมื่อโตขึ้น ควรติดตามการรักษาและประเมินอาการกับกุมารแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
อ่านต่อ
โรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในเด็ก_2

โรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในเด็ก

- สังเกตอาการตั้งแต่เนิ่น ๆ : ผิวซีด เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย สมาธิลดลง หรือเวียนศีรษะ อาจเป็นสัญญาณของภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก - รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กอย่างเพียงพอ : เน้นเนื้อแดง ตับ ไข่แดง อาหารทะเล ผักใบเขียว และถั่ว เพื่อช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดแดง - วิตามินซีช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็ก : รับประทานผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เช่น ส้ม ฝรั่ง กีวี หรือสตรอว์เบอร์รี ร่วมกับมื้ออาหาร - เด็กบางกลุ่มมีความเสี่ยงสูงกว่าปกติ : โดยเฉพาะเด็กอายุมากกว่า 6 เดือนที่ได้รับนมแม่เพียงอย่างเดียว เด็กคลอดก่อนกำหนด หรือเด็กน้ำหนักแรกเกิดน้อย - หากสงสัย อย่ารอให้รุนแรง : ควรพาบุตรหลานพบกุมารแพทย์เพื่อตรวจร่างกายและตรวจเลือด การรักษาอาจต้องใช้ยาเสริมธาตุเหล็กร่วมกับการปรับอาหารตามคำแนะนำของแพทย์
อ่านต่อ
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับนมแพะ และ นมวัว_2

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับนมแพะ และ นมวัว

แพ้นมวัวไม่สามารถเปลี่ยนไปดื่มนมแพะได้ เนื่องจากโปรตีนมีความคล้ายคลึงกันถึง 80–90% เด็กที่แพ้นมวัวกว่า 90–95% มีโอกาสแพ้นมแพะร่วมด้วย จากภาวะแพ้ข้ามชนิด (Cross-reactivity) นมแพะอาจทำให้อาการแพ้ไม่ดีขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการแพ้รุนแรง แนวทางการรักษา โรคแพ้นมวัวในเด็ก แนะนำให้ใช้นมสูตรย่อยโปรตีนอย่างละเอียด (eHF) เป็นตัวเลือกแรก ในเด็กที่มีอาการแพ้รุนแรง อาจจำเป็นต้องใช้นมกรดอะมิโน (AAF) ภายใต้การดูแลของแพทย์ การวินิจฉัยและดูแล ภาวะแพ้นมวัวในเด็ก อย่างถูกต้อง ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตและลดความเสี่ยงโรคภูมิแพ้ในอนาคต
อ่านต่อ
คู่มือคุณพ่อคุณแม่ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ฉบับเข้าใจง่าย_2

คู่มือคุณพ่อคุณแม่ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ฉบับเข้าใจง่าย

ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่ติดต่อได้ง่าย และอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดอักเสบและสมองอักเสบ แนะนำให้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี เนื่องจากเชื้อไวรัสมีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ และภูมิคุ้มกันจะลดลงภายใน 6–12 เดือน ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการรับวัคซีน คือก่อนฤดูระบาด โดยทั่วไปแนะนำในช่วงเดือนมีนาคม–พฤษภาคม และตุลาคม–พฤศจิกายน กลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับวัคซีน ได้แก่ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภาวะอ้วน ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้าหรือมีความผิดปกติทางระบบประสาท วัคซีนไข้หวัดใหญ่มี 2 รูปแบบ ได้แก่ วัคซีนชนิดฉีด (เชื้อไม่มีชีวิต) และวัคซีนชนิดพ่นทางจมูก (เชื้อมีชีวิตอ่อนฤทธิ์) เด็กอายุต่ำกว่า 9 ปีที่ได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นครั้งแรก ควรได้รับ 2 เข็ม โดยเว้นระยะห่าง 1 เดือน และหลังจากนั้นควรรับวัคซีนกระตุ้นปีละ 1 ครั้ง เพื่อการป้องกันอย่างต่อเนื่อง.
อ่านต่อ
การตรวจอายุกระดูกด้วย AI: เข้าใจการเจริญเติบโตของลูกอย่างแม่นยำ เพื่อการดูแลที่ตรงจุด_2

การตรวจอายุกระดูกด้วย AI: เข้าใจการเจริญเติบโตของลูกอย่างแม่นยำ เพื่อการดูแลที่ตรงจุด

“ลูกโตช้ากว่าเพื่อนหรือเปล่า” “ทำไมลูกอายุเท่านี้ แต่ดูเหมือนเข้าสู่วัยรุ่นเร็วเกินไปหรือไม่” คำถามเหล่านี้มักเกิดขึ้นในใจของพ่อแม่จำนวนมาก เพราะการเจริญเติบโตของเด็กไม่ได้มีเพียงเรื่องของความสูงเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงสุขภาพโดยรวมของร่างกาย ฮอร์โมน และพัฒนาการที่สมดุลในแต่ละช่วงวัย การตรวจ อายุกระดูก (Bone Age) จึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการแพทย์ที่สำคัญ ที่ช่วยกุมารแพทย์ วิเคราะห์ การเติบโตของเด็กได้อย่างชัดเจนและแม่นยำกว่าการวัดความสูงเพียงอย่างเดียว  
อ่านต่อ