033-038-888

เรื่องควรรู้เกี่ยวกับ “พูดช้า” ในเด็ก

(ศูนย์สุขภาพเด็ก) ผู้เขียนบทความ : แพทย์หญิง สุพิชฌาย์ ธรรมอิสระกุล 2026-06-16 16:31:00

เรื่องควรรู้เกี่ยวกับ “พูดช้า” ในเด็ก

HIGHLIGHTS :

 •  ภาวะพูดช้าในเด็กพบได้บ่อยในช่วงอายุ 1 ขวบครึ่ง – 3 ขวบ
 •  สังเกตสัญญาณเตือน เช่น พูดได้น้อย ไม่ตอบสนองเมื่อเรียกชื่อ หรือไม่เข้าใจคำสั่งง่าย ๆ
 •  สาเหตุอาจเกี่ยวข้องกับการได้ยิน พัฒนาการ หรือสิ่งแวดล้อมรอบตัว
 •  การกระตุ้นพัฒนาการตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยส่งเสริมทักษะการสื่อสารของเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 •  หากอายุ 2 ปีพูดได้น้อยกว่า 50 คำ หรืออายุ 3 ปีพูดไม่เป็นประโยค ควรปรึกษาแพทย์
 • การใช้เวลาคุณภาพกับลูกและลดการใช้หน้าจอ มีส่วนสำคัญต่อพัฒนาการด้านภาษาและการสื่อสารของเด็ก

 

 

    

เรื่องควรรู้เกี่ยวกับ “พูดช้า” ในเด็ก

 

             “ลูกพูดช้าหรือแค่พัฒนาการช้าตามวัย? ” เป็นคำถามที่คุณพ่อคุณแม่หลายคนกังวล เมื่อเห็นลูกยังพูดได้น้อยหรือสื่อสารได้ไม่ชัดเจน แม้ภาวะพูดช้าอาจไม่ได้เป็นสัญญาณของโรคร้ายแรง แต่การสังเกตพัฒนาการและได้รับการส่งเสริมอย่างเหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการด้านภาษาและการสื่อสารที่ดีขึ้น บทความนี้จะพาคุณพ่อคุณแม่มาทำความรู้จักกับภาวะพูดช้าในเด็ก สัญญาณที่ควรเฝ้าระวัง สาเหตุที่พบบ่อย รวมถึงแนวทางส่งเสริมและช่วงเวลาที่ควรพาลูกเข้ารับการประเมินจากแพทย์ เพื่อให้เด็กได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและเติบโตได้เต็มศักยภาพ

 


  1. เรื่องควรรู้เกี่ยวกับ “พูดช้า” ในเด็ก คืออะไร? & ช่วงเวลาที่พบ
      ภาวะที่เด็กพูดช้ากว่าเกณฑ์ตามช่วงวัย
      • ไม่ได้แปลว่าเป็นโรคร้ายแรงเสมอไป แต่ควรเฝ้าสังเกตและส่งเสริมตั้งแต่เนิ่น ๆ

       --------------
     
 

พบได้ตั้งแต่ช่วง 1 ขวบครึ่ง – 3 ขวบ

 


  2. สัญญาณที่ควรสังเกต
        อายุ 18 เดือน ยังไม่พูดคำเดี่ยว
        อายุ 2 ขวบ พูดได้ยังไม่ถึง 50 คำ
       • อายุ 3 ขวบ พูดเป็นประโยคสั้น ๆ ยังไม่ชัด เข้าใจยาก
       • ไม่ค่อยตอบสนองเวลาเรียกชื่อ
        ไม่เข้าใจคำสั่งง่าย ๆ

 

 

  3. สาเหตุที่พบบ่อย

      
    • การได้ยินผิดปกติ
    • พัฒนาการล่าช้า
    • สิ่งแวดล้อมมีปฏิสัมพันธ์น้อย
    • การเลี้ยงดูไม่เหมาะสม
    • พฤติกรรมหรือโรคอื่น ๆ

 

 

     
  4. กลุ่มเสี่ยง  
    คลอดก่อนกำหนด
   • น้ำหนักแรกเกิดน้อย
    มีพัฒนาการด้านอื่นล่าช้า
   • พ่อแม่หรือพี่น้องมีประวัติพูดช้า
   • สิ่งแวดล้อมที่ใช้ภาษาน้อย            

 

 


  5. แนวทางส่งเสริม
   •  พูดคุยกับลูกบ่อย ๆ ใช้ประโยคสั้น ชัดเจน
   •  อ่านนิทาน ร้องเพลง เล่นบทบาทสมมติ
     ให้ลูกได้เล่น สื่อสารกับเพื่อนและครอบครัว
     ชื่นชมเมื่อเด็กสื่อสาร แม้จะยังไม่ชัด

 


 6. เมื่อไหร่ควรพบแพทย์ ?
    หากอายุ 2 ขวบ พูดได้น้อยกว่า 50 คำ
   • หากอายุ 3 ขวบ พูดไม่เป็นประโยค
   • มีพฤติกรรมอื่นร่วม เช่น ไม่สบตา ไม่ตอบสนอง หงุดหงิดง่าย
   • เมื่อสงสัยต้องการปรึกษา สามารถเข้าพบกุมารแพทย์พัฒนาการ

 

              

 คุณพ่อคุณแม่สามารถทำอย่างไรได้บ้าง ?  

 ❤️    ใช้เวลาคุณภาพกับลูกทุกวัน 
 ❤️    ลดการใช้หน้าจอ
 ❤️    สร้างสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นการสื่อสาร

 ❤️    ติดตามพัฒนาการสม่ำเสมอ

 

 

ขอขอบคุณข้อมูล 

พญ.สุพิชฌาย์ ธรรมอิสรกุล
กุมารเวชศาสตร์พัฒนาการและพฤติกรรม
โรงพยาบาลสมิติเวชชลบุรี





สอบถามข้อมูล
กรุณากรอกฟอร์มให้ครบถ้วน
ทางโรงพยาบาลจะติดต่อกลับภายใน 48 ชั่วโมง

doctor icon
แนะนำแพทย์ ประจำศูนย์

icon-articleบทความประจำศูนย์

ดูทั้งหมด
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับนมแพะ และ นมวัว_2

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับนมแพะ และ นมวัว

แพ้นมวัวไม่สามารถเปลี่ยนไปดื่มนมแพะได้ เนื่องจากโปรตีนมีความคล้ายคลึงกันถึง 80–90% เด็กที่แพ้นมวัวกว่า 90–95% มีโอกาสแพ้นมแพะร่วมด้วย จากภาวะแพ้ข้ามชนิด (Cross-reactivity) นมแพะอาจทำให้อาการแพ้ไม่ดีขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการแพ้รุนแรง แนวทางการรักษา โรคแพ้นมวัวในเด็ก แนะนำให้ใช้นมสูตรย่อยโปรตีนอย่างละเอียด (eHF) เป็นตัวเลือกแรก ในเด็กที่มีอาการแพ้รุนแรง อาจจำเป็นต้องใช้นมกรดอะมิโน (AAF) ภายใต้การดูแลของแพทย์ การวินิจฉัยและดูแล ภาวะแพ้นมวัวในเด็ก อย่างถูกต้อง ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตและลดความเสี่ยงโรคภูมิแพ้ในอนาคต
อ่านต่อ
คู่มือคุณพ่อคุณแม่ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ฉบับเข้าใจง่าย_2

คู่มือคุณพ่อคุณแม่ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ฉบับเข้าใจง่าย

ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่ติดต่อได้ง่าย และอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดอักเสบและสมองอักเสบ แนะนำให้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี เนื่องจากเชื้อไวรัสมีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ และภูมิคุ้มกันจะลดลงภายใน 6–12 เดือน ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการรับวัคซีน คือก่อนฤดูระบาด โดยทั่วไปแนะนำในช่วงเดือนมีนาคม–พฤษภาคม และตุลาคม–พฤศจิกายน กลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับวัคซีน ได้แก่ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภาวะอ้วน ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้าหรือมีความผิดปกติทางระบบประสาท วัคซีนไข้หวัดใหญ่มี 2 รูปแบบ ได้แก่ วัคซีนชนิดฉีด (เชื้อไม่มีชีวิต) และวัคซีนชนิดพ่นทางจมูก (เชื้อมีชีวิตอ่อนฤทธิ์) เด็กอายุต่ำกว่า 9 ปีที่ได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นครั้งแรก ควรได้รับ 2 เข็ม โดยเว้นระยะห่าง 1 เดือน และหลังจากนั้นควรรับวัคซีนกระตุ้นปีละ 1 ครั้ง เพื่อการป้องกันอย่างต่อเนื่อง.
อ่านต่อ
การตรวจอายุกระดูกด้วย AI: เข้าใจการเจริญเติบโตของลูกอย่างแม่นยำ เพื่อการดูแลที่ตรงจุด_2

การตรวจอายุกระดูกด้วย AI: เข้าใจการเจริญเติบโตของลูกอย่างแม่นยำ เพื่อการดูแลที่ตรงจุด

“ลูกโตช้ากว่าเพื่อนหรือเปล่า” “ทำไมลูกอายุเท่านี้ แต่ดูเหมือนเข้าสู่วัยรุ่นเร็วเกินไปหรือไม่” คำถามเหล่านี้มักเกิดขึ้นในใจของพ่อแม่จำนวนมาก เพราะการเจริญเติบโตของเด็กไม่ได้มีเพียงเรื่องของความสูงเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงสุขภาพโดยรวมของร่างกาย ฮอร์โมน และพัฒนาการที่สมดุลในแต่ละช่วงวัย การตรวจ อายุกระดูก (Bone Age) จึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการแพทย์ที่สำคัญ ที่ช่วยกุมารแพทย์ วิเคราะห์ การเติบโตของเด็กได้อย่างชัดเจนและแม่นยำกว่าการวัดความสูงเพียงอย่างเดียว  
อ่านต่อ