033-038-888

โรคอุจจาระร่วงจากไวรัส Rota (Rotavirus)

(ศูนย์สุขภาพเด็ก) ผู้เขียนบทความ : แพทย์หญิง พชรวรรณ ชื่นรัตนาวงษ์

โรคอุจจาระร่วงจากไวรัส Rota (Rotavirus)

โรคอุจจาระร่วงจากไวรัส Rota (Rotavirus)

**โรคอุจจาระร่วงจากไวรัส Rota** เป็นอีกหนึ่งโรคที่พบบ่อยในเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ไวรัส Rota เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เด็กมีอาการอุจจาระร่วงอย่างรุนแรง ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะขาดน้ำได้


การติดต่อ
ไวรัส Rota ติดต่อได้ง่ายมากจากการสัมผัสสิ่งที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัส เช่น ของเล่น มือ หรืออาหารที่ไม่ได้ล้างทำความสะอาดอย่างถูกวิธี


อาการของโรค
1. ถ่ายอุจจาระเป็นน้ำหลายครั้งต่อวัน
2. อาเจียน
3. ไข้
4. อ่อนเพลีย หรือขาดน้ำรุนแรง (อาการขาดน้ำ ได้แก่ ปากแห้ง ปัสสาวะน้อย หรือตาโหล)

 

การรักษา
โรคอุจจาระร่วงจากไวรัส Rota มักหายได้เองภายในไม่กี่วัน การรักษาหลักคือการป้องกันการขาดน้ำ โดยให้เด็กดื่มน้ำเกลือแร่ หรือสารน้ำที่ใช้ทดแทนน้ำในร่างกาย หากอาการรุนแรงควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์


การป้องกัน
- การได้รับวัคซีน Rota เป็นวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับโรคนี้ วัคซีนจะช่วยลดความรุนแรงของการติดเชื้อ
- ล้างมือให้สะอาดก่อนเตรียมอาหารและหลังจากเปลี่ยนผ้าอ้อมเด็ก
- รักษาความสะอาดของสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก เช่น การล้างทำความสะอาดของเล่นและขวดนม

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : แพทย์หญิง พชรวรรณ ชื่นรัตนาวงษ์ กุมารแพทย์ โรงพยาบาลสมิติเวช ชลบุรี
 





สอบถามข้อมูล
กรุณากรอกฟอร์มให้ครบถ้วน
ทางโรงพยาบาลจะติดต่อกลับภายใน 48 ชั่วโมง

doctor icon
แนะนำแพทย์ ประจำศูนย์

icon-articleบทความประจำศูนย์

ดูทั้งหมด
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับนมแพะ และ นมวัว_2

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับนมแพะ และ นมวัว

แพ้นมวัวไม่สามารถเปลี่ยนไปดื่มนมแพะได้ เนื่องจากโปรตีนมีความคล้ายคลึงกันถึง 80–90% เด็กที่แพ้นมวัวกว่า 90–95% มีโอกาสแพ้นมแพะร่วมด้วย จากภาวะแพ้ข้ามชนิด (Cross-reactivity) นมแพะอาจทำให้อาการแพ้ไม่ดีขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการแพ้รุนแรง แนวทางการรักษา โรคแพ้นมวัวในเด็ก แนะนำให้ใช้นมสูตรย่อยโปรตีนอย่างละเอียด (eHF) เป็นตัวเลือกแรก ในเด็กที่มีอาการแพ้รุนแรง อาจจำเป็นต้องใช้นมกรดอะมิโน (AAF) ภายใต้การดูแลของแพทย์ การวินิจฉัยและดูแล ภาวะแพ้นมวัวในเด็ก อย่างถูกต้อง ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตและลดความเสี่ยงโรคภูมิแพ้ในอนาคต
อ่านต่อ
คู่มือคุณพ่อคุณแม่ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ฉบับเข้าใจง่าย_2

คู่มือคุณพ่อคุณแม่ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ฉบับเข้าใจง่าย

ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่ติดต่อได้ง่าย และอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดอักเสบและสมองอักเสบ แนะนำให้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี เนื่องจากเชื้อไวรัสมีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ และภูมิคุ้มกันจะลดลงภายใน 6–12 เดือน ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการรับวัคซีน คือก่อนฤดูระบาด โดยทั่วไปแนะนำในช่วงเดือนมีนาคม–พฤษภาคม และตุลาคม–พฤศจิกายน กลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับวัคซีน ได้แก่ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภาวะอ้วน ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้าหรือมีความผิดปกติทางระบบประสาท วัคซีนไข้หวัดใหญ่มี 2 รูปแบบ ได้แก่ วัคซีนชนิดฉีด (เชื้อไม่มีชีวิต) และวัคซีนชนิดพ่นทางจมูก (เชื้อมีชีวิตอ่อนฤทธิ์) เด็กอายุต่ำกว่า 9 ปีที่ได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นครั้งแรก ควรได้รับ 2 เข็ม โดยเว้นระยะห่าง 1 เดือน และหลังจากนั้นควรรับวัคซีนกระตุ้นปีละ 1 ครั้ง เพื่อการป้องกันอย่างต่อเนื่อง.
อ่านต่อ
การตรวจอายุกระดูกด้วย AI: เข้าใจการเจริญเติบโตของลูกอย่างแม่นยำ เพื่อการดูแลที่ตรงจุด_2

การตรวจอายุกระดูกด้วย AI: เข้าใจการเจริญเติบโตของลูกอย่างแม่นยำ เพื่อการดูแลที่ตรงจุด

“ลูกโตช้ากว่าเพื่อนหรือเปล่า” “ทำไมลูกอายุเท่านี้ แต่ดูเหมือนเข้าสู่วัยรุ่นเร็วเกินไปหรือไม่” คำถามเหล่านี้มักเกิดขึ้นในใจของพ่อแม่จำนวนมาก เพราะการเจริญเติบโตของเด็กไม่ได้มีเพียงเรื่องของความสูงเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงสุขภาพโดยรวมของร่างกาย ฮอร์โมน และพัฒนาการที่สมดุลในแต่ละช่วงวัย การตรวจ อายุกระดูก (Bone Age) จึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการแพทย์ที่สำคัญ ที่ช่วยกุมารแพทย์ วิเคราะห์ การเติบโตของเด็กได้อย่างชัดเจนและแม่นยำกว่าการวัดความสูงเพียงอย่างเดียว  
อ่านต่อ