033-038-888

ผื่นลมพิษในเด็ก

(ศูนย์สุขภาพเด็ก) ผู้เขียนบทความ : แพทย์หญิง อรอนงค์ นิลวลัยกุล 2026-06-17 14:28:00

ผื่นลมพิษในเด็ก

HIGHLIGHTS

- ผื่นลมพิษในเด็ก เป็นโรคผิวหนังที่พบได้บ่อย มีลักษณะเป็นผื่นคัน นูน แดง และบวม มักหายได้เองภายใน 24–48 ชั่วโมง แต่สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้
- สาเหตุของลมพิษในเด็ก ได้แก่ อาหาร ยา การติดเชื้อ ไรฝุ่น เกสรดอกไม้ และแมลงกัดต่อย
- การรักษาหลักคือ หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นและรับประทานยาแก้แพ้ ตามคำแนะนำของแพทย์
- หากมีอาการรุนแรง เช่น ปากบวม ตาบวม หรือหายใจลำบาก ควรรีบพบแพทย์ทันที
- การดูแลผิวด้วยมอยส์เจอไรเซอร์และหลีกเลี่ยงการเกา ช่วยลดการระคายเคืองและป้องกันการกำเริบ
- เรียนรู้ อาการ สาเหตุ และวิธีรักษาผื่นลมพิษในเด็ก เพื่อดูแลลูกน้อยได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัย

 

ผื่นลมพิษในเด็ก

ลมพิษในเด็ก เป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อยทุกเพศทุกวัย ลักษณะเป็น ผื่นคัน นูน แดง บวม ขอบเขตชัด

โดยมักจะเกิดขึ้น และหายภายใน 24–48 ชั่วโมง และอาจเป็นซ้ำอีกได้ ถ้าเป็นๆ หายๆ นานเกินกว่า 6 สัปดาห์ เรียกว่า  "ลมพิษเรื้อรัง "


สาเหตุ...ของผื่นลมพิษ

การติดเชื้อ

♦ การติดเชื้อ พบได้ทั้งการติดเชื้อแบคทีเรีย, ไวรัส, เชื้อราและปรสิต

ยาและอาหาร

♦ อาหาร ที่พบบ่อย ได้แก่ ถั่ว, ไข่, แป้งสาลี, นมวัว, อาหารทะเล

ยา ที่พบบ่อย ได้แก่ ยาปฏิชีวนะในกลุ่มเพนนิซิลลิน, ซัลโฟนาไมด์, เตตราซัยคลิน, ยากันชัก, ยาลดไข้ในกลุ่มเอสไพรินและ NSAIDs เป็นต้น

 

การฉีดสารที่ทำให้เกิดการแพ้

เช่น วัคซีน การได้รับเลือด และส่วนประกอบของเลือด

---------------------

การสูดหายใจ เช่น ไรฝุ่น, เกสรดอกไม้

---------------------

การถูกแมลงสัตว์กัดต่อย

---------------------

ไม่ทราบสาเหตุ  : มักพบบ่อยในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก


การรักษา

1. หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้แพ้

เช่น ยาหรืออาหาร

2. การให้ยา

  • ยาแก้แพ้แก้คัน

  • ทาคาลาไมน์แก้คัน

ในรายที่เป็น รุนแรงและเฉียบพลัน ควรพบแพทย์ทันที ได้แก่

  • มีอาการบวมของบริเวณเยื่อบุภายในร่างกาย เช่น ตาบวม ปากบวม

  • ปวดท้องรุนแรง

  • แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก


การดูแลและป้องกันผื่นลมพิษ

  • อาบน้ำด้วยน้ำอุณหภูมิปกติ และใช้สบู่อ่อนโยน PH 5–5.5 ไม่อาบน้ำอุ่นจัด

  • ทาครีมบำรุงผิวสม่ำเสมอ เพื่อให้ผิวชุ่มชื้น

  • รักษาความสะอาด ของเสื้อผ้า เครื่องนอน และของใช้

enlightenedเมื่อมีผื่นคัน ห้ามเกา เพื่อลดการระคายเคืองและการเกิดรอยแผล


สรุป

ลมพิษในเด็กพบได้บ่อย ส่วนใหญ่จะทุเลารุนแรงและหายได้เองใน 1–2 วัน แต่หากมีอาการเรื้อรัง หรือมีอาการรุนแรง ควรรีบพบแพทย์ เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาอย่างเหมาะสม


ขอขอบคุณข้อมูล

พญ.อรอนงค์ นิวลัยกุล
โรงพยาบาลสมิติเวช ชลบุรี

SAMITIVEJ CHONBURI

การดูแลอย่างเข้าใจ ใส่ใจ และหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น จะช่วยให้ผิวหนังของลูกน้อยแข็งแรง และห่างไกลผื่นลมพิษ

LINE: @schped
บริการช่องทางออนไลน์





สอบถามข้อมูล
กรุณากรอกฟอร์มให้ครบถ้วน
ทางโรงพยาบาลจะติดต่อกลับภายใน 48 ชั่วโมง

doctor icon
แนะนำแพทย์ ประจำศูนย์

icon-articleบทความประจำศูนย์

ดูทั้งหมด
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับนมแพะ และ นมวัว_2

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับนมแพะ และ นมวัว

แพ้นมวัวไม่สามารถเปลี่ยนไปดื่มนมแพะได้ เนื่องจากโปรตีนมีความคล้ายคลึงกันถึง 80–90% เด็กที่แพ้นมวัวกว่า 90–95% มีโอกาสแพ้นมแพะร่วมด้วย จากภาวะแพ้ข้ามชนิด (Cross-reactivity) นมแพะอาจทำให้อาการแพ้ไม่ดีขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการแพ้รุนแรง แนวทางการรักษา โรคแพ้นมวัวในเด็ก แนะนำให้ใช้นมสูตรย่อยโปรตีนอย่างละเอียด (eHF) เป็นตัวเลือกแรก ในเด็กที่มีอาการแพ้รุนแรง อาจจำเป็นต้องใช้นมกรดอะมิโน (AAF) ภายใต้การดูแลของแพทย์ การวินิจฉัยและดูแล ภาวะแพ้นมวัวในเด็ก อย่างถูกต้อง ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตและลดความเสี่ยงโรคภูมิแพ้ในอนาคต
อ่านต่อ
คู่มือคุณพ่อคุณแม่ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ฉบับเข้าใจง่าย_2

คู่มือคุณพ่อคุณแม่ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ฉบับเข้าใจง่าย

ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่ติดต่อได้ง่าย และอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดอักเสบและสมองอักเสบ แนะนำให้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี เนื่องจากเชื้อไวรัสมีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ และภูมิคุ้มกันจะลดลงภายใน 6–12 เดือน ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการรับวัคซีน คือก่อนฤดูระบาด โดยทั่วไปแนะนำในช่วงเดือนมีนาคม–พฤษภาคม และตุลาคม–พฤศจิกายน กลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับวัคซีน ได้แก่ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภาวะอ้วน ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้าหรือมีความผิดปกติทางระบบประสาท วัคซีนไข้หวัดใหญ่มี 2 รูปแบบ ได้แก่ วัคซีนชนิดฉีด (เชื้อไม่มีชีวิต) และวัคซีนชนิดพ่นทางจมูก (เชื้อมีชีวิตอ่อนฤทธิ์) เด็กอายุต่ำกว่า 9 ปีที่ได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นครั้งแรก ควรได้รับ 2 เข็ม โดยเว้นระยะห่าง 1 เดือน และหลังจากนั้นควรรับวัคซีนกระตุ้นปีละ 1 ครั้ง เพื่อการป้องกันอย่างต่อเนื่อง.
อ่านต่อ
การตรวจอายุกระดูกด้วย AI: เข้าใจการเจริญเติบโตของลูกอย่างแม่นยำ เพื่อการดูแลที่ตรงจุด_2

การตรวจอายุกระดูกด้วย AI: เข้าใจการเจริญเติบโตของลูกอย่างแม่นยำ เพื่อการดูแลที่ตรงจุด

“ลูกโตช้ากว่าเพื่อนหรือเปล่า” “ทำไมลูกอายุเท่านี้ แต่ดูเหมือนเข้าสู่วัยรุ่นเร็วเกินไปหรือไม่” คำถามเหล่านี้มักเกิดขึ้นในใจของพ่อแม่จำนวนมาก เพราะการเจริญเติบโตของเด็กไม่ได้มีเพียงเรื่องของความสูงเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงสุขภาพโดยรวมของร่างกาย ฮอร์โมน และพัฒนาการที่สมดุลในแต่ละช่วงวัย การตรวจ อายุกระดูก (Bone Age) จึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการแพทย์ที่สำคัญ ที่ช่วยกุมารแพทย์ วิเคราะห์ การเติบโตของเด็กได้อย่างชัดเจนและแม่นยำกว่าการวัดความสูงเพียงอย่างเดียว  
อ่านต่อ