033-038-888

โรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในเด็ก

(ศูนย์สุขภาพเด็ก) ผู้เขียนบทความ : แพทย์หญิง เบญจมาศ ตันหยง 2026-05-13 09:02:00

โรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในเด็ก

โรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กใน "ด็ก"

ภาวะที่ไม่ควรมองข้าม เพราะส่งผลต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก

โรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก คืออะไร?

โรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก คือ ภาวะที่ปริมาณเม็ดเลือดแดงลดลง หรือระดับฮีโมโกลบินต่ำกว่าปกติ เนื่องจากร่างกายได้รับธาตุเหล็กไม่เพียงพอ โดยธาตุเหล็กเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างฮีโมโกลบิน ซึ่งทำหน้าที่นำออกซิเจนจากปอดไปยังเนื้อเยื่อต่าง ๆ ทั่วร่างกาย

สาเหตุของโรคในเด็ก

  • รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กไม่เพียงพอ

  • ความต้องการธาตุเหล็กเพิ่มขึ้นในช่วงวัยทารก เด็กเล็ก และวัยรุ่น

  • การดูดซึมธาตุเหล็กลดลง เช่น โรคลำไส้อักเสบ หรือการติดเชื้อ H. pylori

  • การเสียเลือด เช่น ประจำเดือนมากผิดปกติ หรือเลือดออกในทางเดินอาหาร

  • สาเหตุทางพันธุกรรม เช่น IRIDA (พบได้น้อย)

     

     

อาการที่พบบ่อย

  • ผิวหนังซีด ริมฝีปากซีด เยื่อบุตาซีด

  • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ชีพจรเต้นเร็ว

  • เล็บรูปช้อน มุมปากเปื่อย ลิ้นเรียบหรือบวม

  • เด็กบางรายชอบรับประทานของแปลก เช่น ดิน ฝุ่น แป้ง

  • ไม่มีสมาธิ พัฒนาการและการเรียนรู้ลดลง เวียนศีรษะ

⚠️ หากปล่อยไว้นาน อาจส่งผลต่อพัฒนาการทางสมองและการเรียนรู้ของเด็ก

การวินิจฉัย

  • ตรวจร่างกายและชีพจร

  • ตรวจเลือดดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด และระดับธาตุเหล็กในร่างกาย

การรักษา

  • ให้ยาธาตุเหล็ก (ยาน้ำ หรือยาเม็ด)

  • กรณีซีดมาก อาจพิจารณาให้เลือด

  • ให้คำแนะนำด้านโภชนาการและการดูแลตนเอง

การป้องกัน

ควรรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น

  • เนื้อสัตว์ เครื่องใน เช่น ตับ เลือด เนื้อวัว เนื้อหมู

  • อาหารทะเล เช่น หอยแครง หอยแมลงภู่ กุ้ง ปลาทูน่า

  • ไข่แดง

  • ผักใบเขียว และถั่ว เช่น ผักโขม คะน้า บรอกโคลี  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เด็กกลุ่มเสี่ยงที่ควรตรวจคัดกรอง

  • ทารกอายุเกิน 6 เดือน ที่ได้รับนมแม่เพียงอย่างเดียว

  • เด็กที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว

  • ทารกคลอดก่อนกำหนด หรือมีน้ำหนักแรกคลอดต่ำ

  • เด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดเขียว

  • เด็กที่มีภาวะเลือดออกช่วงปริกำเนิด

หากสงสัยว่าเด็กมีภาวะโลหิตจาง ควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย และรับประทานยาตามคำแนะนำอย่างต่อเนื่อง พร้อมตรวจเลือดติดตามผล

สอบถามเพิ่มเติม

แผนกสุขภาพเด็ก โรงพยาบาลสมิติเวชชลบุรี

 ☎️ โทร 033-038-955

ขอบคุณข้อมูล
- แพทย์หญิง เบญจมาศ ตันหยง
   กุมารเวชศาสตร์ โลหิตวิทยาและมะเร็งในเด็ก





สอบถามข้อมูล
กรุณากรอกฟอร์มให้ครบถ้วน
ทางโรงพยาบาลจะติดต่อกลับภายใน 48 ชั่วโมง

doctor icon
แนะนำแพทย์ ประจำศูนย์

icon-articleบทความประจำศูนย์

ดูทั้งหมด
คำแนะนำสำหรับผู้ปกครอง เด็ก แพ้ อาหาร_2

คำแนะนำสำหรับผู้ปกครอง เด็ก แพ้ อาหาร

สังเกตอาการแพ้อาหารในเด็ก เช่น ผื่นลมพิษ ปากบวม อาเจียน หายใจลำบาก ซึ่งอาจเกิดขึ้นภายใน 2 ชั่วโมงหลังรับประทาน วิธีดูแลเด็กแพ้อาหารอย่างถูกต้อง อ่านฉลากอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารที่แพ้ และป้องกันการปนเปื้อนระหว่างการปรุงอาหาร อาหารที่เด็กแพ้บ่อย ได้แก่ นมวัว ไข่ ถั่วลิสง ถั่วเปลือกแข็ง ถั่วเหลือง ข้าวสาลี ปลา และอาหารทะเล หากเด็กมีอาการแพ้รุนแรง ควรรีบใช้ยา Epinephrine Auto-Injector (หากแพทย์สั่ง) และนำส่งโรงพยาบาลทันที เด็กบางรายอาจหายจากการแพ้อาหารเมื่อโตขึ้น ควรติดตามการรักษาและประเมินอาการกับกุมารแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
อ่านต่อ
โรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในเด็ก_2

โรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในเด็ก

- สังเกตอาการตั้งแต่เนิ่น ๆ : ผิวซีด เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย สมาธิลดลง หรือเวียนศีรษะ อาจเป็นสัญญาณของภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก - รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กอย่างเพียงพอ : เน้นเนื้อแดง ตับ ไข่แดง อาหารทะเล ผักใบเขียว และถั่ว เพื่อช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดแดง - วิตามินซีช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็ก : รับประทานผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เช่น ส้ม ฝรั่ง กีวี หรือสตรอว์เบอร์รี ร่วมกับมื้ออาหาร - เด็กบางกลุ่มมีความเสี่ยงสูงกว่าปกติ : โดยเฉพาะเด็กอายุมากกว่า 6 เดือนที่ได้รับนมแม่เพียงอย่างเดียว เด็กคลอดก่อนกำหนด หรือเด็กน้ำหนักแรกเกิดน้อย - หากสงสัย อย่ารอให้รุนแรง : ควรพาบุตรหลานพบกุมารแพทย์เพื่อตรวจร่างกายและตรวจเลือด การรักษาอาจต้องใช้ยาเสริมธาตุเหล็กร่วมกับการปรับอาหารตามคำแนะนำของแพทย์
อ่านต่อ
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับนมแพะ และ นมวัว_2

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับนมแพะ และ นมวัว

แพ้นมวัวไม่สามารถเปลี่ยนไปดื่มนมแพะได้ เนื่องจากโปรตีนมีความคล้ายคลึงกันถึง 80–90% เด็กที่แพ้นมวัวกว่า 90–95% มีโอกาสแพ้นมแพะร่วมด้วย จากภาวะแพ้ข้ามชนิด (Cross-reactivity) นมแพะอาจทำให้อาการแพ้ไม่ดีขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการแพ้รุนแรง แนวทางการรักษา โรคแพ้นมวัวในเด็ก แนะนำให้ใช้นมสูตรย่อยโปรตีนอย่างละเอียด (eHF) เป็นตัวเลือกแรก ในเด็กที่มีอาการแพ้รุนแรง อาจจำเป็นต้องใช้นมกรดอะมิโน (AAF) ภายใต้การดูแลของแพทย์ การวินิจฉัยและดูแล ภาวะแพ้นมวัวในเด็ก อย่างถูกต้อง ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตและลดความเสี่ยงโรคภูมิแพ้ในอนาคต
อ่านต่อ
คู่มือคุณพ่อคุณแม่ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ฉบับเข้าใจง่าย_2

คู่มือคุณพ่อคุณแม่ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ฉบับเข้าใจง่าย

ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่ติดต่อได้ง่าย และอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดอักเสบและสมองอักเสบ แนะนำให้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี เนื่องจากเชื้อไวรัสมีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ และภูมิคุ้มกันจะลดลงภายใน 6–12 เดือน ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการรับวัคซีน คือก่อนฤดูระบาด โดยทั่วไปแนะนำในช่วงเดือนมีนาคม–พฤษภาคม และตุลาคม–พฤศจิกายน กลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับวัคซีน ได้แก่ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภาวะอ้วน ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้าหรือมีความผิดปกติทางระบบประสาท วัคซีนไข้หวัดใหญ่มี 2 รูปแบบ ได้แก่ วัคซีนชนิดฉีด (เชื้อไม่มีชีวิต) และวัคซีนชนิดพ่นทางจมูก (เชื้อมีชีวิตอ่อนฤทธิ์) เด็กอายุต่ำกว่า 9 ปีที่ได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นครั้งแรก ควรได้รับ 2 เข็ม โดยเว้นระยะห่าง 1 เดือน และหลังจากนั้นควรรับวัคซีนกระตุ้นปีละ 1 ครั้ง เพื่อการป้องกันอย่างต่อเนื่อง.
อ่านต่อ
การตรวจอายุกระดูกด้วย AI: เข้าใจการเจริญเติบโตของลูกอย่างแม่นยำ เพื่อการดูแลที่ตรงจุด_2

การตรวจอายุกระดูกด้วย AI: เข้าใจการเจริญเติบโตของลูกอย่างแม่นยำ เพื่อการดูแลที่ตรงจุด

“ลูกโตช้ากว่าเพื่อนหรือเปล่า” “ทำไมลูกอายุเท่านี้ แต่ดูเหมือนเข้าสู่วัยรุ่นเร็วเกินไปหรือไม่” คำถามเหล่านี้มักเกิดขึ้นในใจของพ่อแม่จำนวนมาก เพราะการเจริญเติบโตของเด็กไม่ได้มีเพียงเรื่องของความสูงเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงสุขภาพโดยรวมของร่างกาย ฮอร์โมน และพัฒนาการที่สมดุลในแต่ละช่วงวัย การตรวจ อายุกระดูก (Bone Age) จึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการแพทย์ที่สำคัญ ที่ช่วยกุมารแพทย์ วิเคราะห์ การเติบโตของเด็กได้อย่างชัดเจนและแม่นยำกว่าการวัดความสูงเพียงอย่างเดียว  
อ่านต่อ