033-038-888

RSV ในเด็ก คืออะไร? รู้ทันอาการ เสี่ยงปอดอักเสบ ป้องกันได้

(ศูนย์สุขภาพเด็ก) ผู้เขียนบทความ : แพทย์หญิง วันขวัญ อรรฆยกุล 2026-05-20 17:09:00

RSV ในเด็ก คืออะไร? รู้ทันอาการ เสี่ยงปอดอักเสบ ป้องกันได้

HIGHLIGHTS :

 

RSV ในเด็ก คืออะไร? รู้ทันอาการ เสี่ยงปอดอักเสบ ป้องกันได้

        ไวรัส RSV (Respiratory Syncytial Virus) เป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดการติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็กเล็ก พบมากช่วงฤดูฝนถึงต้นฤดูหนาว และสามารถทำให้เกิดหลอดลมฝอยอักเสบหรือปอดอักเสบได้ โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี

 

อาการ RSV ในเด็ก

   - ไข้ต่ำ

   - น้ำมูกไหล

   - ไอ จาม

   - หายใจเร็ว

   - หอบเหนื่อย

   - มีเสียงหวีด

   - กินนมน้อย ซึม

 หากอาการรุนแรงควรรีบพบแพทย์ทันที

 

RSV ติดต่ออย่างไร?

     RSV ติดต่อผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม และการสัมผัสสิ่งของปนเปื้อนเชื้อ มีระยะฟักตัวประมาณ 3–5 วัน

     เด็กกลุ่มเสี่ยง RSV

   - เด็กคลอดก่อนกำหนด

   - เด็กโรคหัวใจ

   - เด็กโรคปอดเรื้อรัง

   - เด็กที่ไม่ได้รับนมแม่

   - เด็กสัมผัสควันบุหรี่

 

วิธีป้องกัน RSV

   - ล้างมือบ่อย

   - หลีกเลี่ยงใกล้ชิดผู้ป่วย

   - ใส่หน้ากากในพื้นที่แออัด

   - รับวัคซีน RSV ตามคำแนะนำแพทย์

   - ให้เด็กดื่มนมแม่เพื่อเสริมภูมิคุ้มกัน

 

เรื่องควรรู้เกี่ยวกับ “ ไวรัส RSV ” ในเด็ก อันตรายกว่าที่คิด พ่อแม่ต้องระวัง

 

                  ไวรัส RSV (Respiratory Syncytial Virus) เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจในเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ซึ่งสามารถทำให้เกิดอาการรุนแรง เช่น หลอดลมฝอยอักเสบ หรือปอดอักเสบ และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

ในช่วงฤดูฝนต่อเนื่องถึงต้นฤดูหนาว มักพบการระบาดของ RSV ได้บ่อย จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ปกครองควรรู้วิธีสังเกตอาการ การป้องกัน และการดูแลเด็กอย่างถูกต้อง

 


        RSV คืออะไร?

        RSV คือไวรัสที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ พบได้บ่อยในเด็กเล็กและทารก โดยเฉพาะเด็กที่ภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรง

อาการของ RSV อาจเริ่มต้นคล้ายไข้หวัดทั่วไป แต่ในบางรายอาจลุกลามจนเกิดภาวะรุนแรง เช่น

  • หลอดลมฝอยอักเสบ

  • ปอดอักเสบ

  • หายใจลำบาก

  • ภาวะขาดออกซิเจน

     เด็กเล็ก โดยเฉพาะอายุต่ำกว่า 1 ปี ถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะแทรกซ้อนจาก RSV


      RSV ระบาดช่วงไหน?

      ประเทศไทยมักพบการระบาดของ RSV ในช่วง:

       -  ฤดูฝน

  • ต่อเนื่องถึงต้นฤดูหนาว

  • ช่วงประมาณเดือนมิถุนายน – พฤศจิกายน

    ในช่วงเวลาดังกล่าว ผู้ปกครองควรระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเด็กที่ไปโรงเรียน เนอสเซอรี่ หรือสถานที่ที่มีเด็กจำนวนมาก


     RSV ติดต่ออย่างไร?

     ไวรัส RSV สามารถแพร่กระจายได้ง่ายผ่าน

  • ละอองฝอยจากการไอหรือจาม

  • การสัมผัสสารคัดหลั่ง

  • การจับของเล่นหรือพื้นผิวที่ปนเปื้อนเชื้อ

     ระยะฟักตัวของโรคประมาณ 3–5 วัน หลังได้รับเชื้อ

     ดังนั้น หากเด็กใกล้ชิดกับผู้ป่วย หรืออยู่ในพื้นที่แออัด ก็มีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย


     อาการ RSV ในเด็ก ที่ควรสังเกต

     ระยะเริ่มต้น (วันที่ 1–3)

     เด็กอาจมีอาการคล้ายไข้หวัด ได้แก่

  • ไข้ต่ำ

  • น้ำมูกไหล

  • จาม

  • ไอเล็กน้อย

     ระยะอาการรุนแรง (วันที่ 3–5)

     หากอาการเริ่มมากขึ้น อาจพบว่าเด็กมี

  • ไข้สูง

  • ไอมาก

  • หายใจเร็ว

  • หายใจลำบาก

  • มีเสียงหวีดขณะหายใจ

  • ซึม ไม่เล่น

  • กินนมน้อยลง

          หากพบอาการเหล่านี้ ควรรีบพาเด็กพบแพทย์ทันที


    เด็กกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง RSV

    เด็กบางกลุ่มมีโอกาสเกิดอาการรุนแรงจาก RSV มากกว่าปกติ ได้แก่

  • เด็กคลอดก่อนกำหนด

  • เด็กโรคปอดเรื้อรัง

  • เด็กโรคหัวใจแต่กำเนิด

  • เด็กที่สัมผัสควันบุหรี่

  • เด็กที่ไม่ได้รับนมแม่

    ผู้ปกครองของเด็กกลุ่มนี้ควรดูแลเรื่องสุขอนามัยและหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงอย่างเคร่งครัด


    วิธีรักษา RSV

    ปัจจุบันยังไม่มียารักษา RSV โดยเฉพาะ การรักษาส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการ เช่น

  • ให้เด็กพักผ่อนเพียงพอ

  • ดื่มน้ำมาก ๆ

  • ดูดน้ำมูกเพื่อลดการอุดตัน

  • เฝ้าระวังการหายใจ

  • ให้ออกซิเจนในรายที่มีอาการรุนแรง

     ในเด็กบางรายที่อาการหนัก อาจจำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อดูแลอย่างใกล้ชิด


    วิธีป้องกันไวรัส RSV

    การป้องกัน RSV สามารถช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อและอาการรุนแรงได้ โดยแนะนำดังนี้

    1. ล้างมือบ่อย ๆ

        ช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    2. หลีกเลี่ยงใกล้ชิดผู้ป่วย

        โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการไอ จาม หรือเป็นหวัด

    3. ให้เด็กดื่มนมแม่

        นมแม่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ

    4. รับวัคซีน RSV

        ปัจจุบันมีวัคซีน RSV สำหรับหญิงตั้งครรภ์ และภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปสำหรับเด็กเล็กบางกลุ่มเสี่ยง ซึ่งช่วยลดโอกาสเกิดอาการรุนแรงได้


     เมื่อไหร่ควรรีบพบแพทย์ ?

     ควรรีบพาเด็กไปโรงพยาบาล หากมีอาการดังต่อไปนี้

                -  หายใจเร็วผิดปกติ

                -  หน้าอกบุ๋มเวลาหายใจ

                -  ปากเขียว

                -  ซึม ไม่กินอาหาร

                -  ไข้สูงต่อเนื่อง

                -  หอบเหนื่อย

       การได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วช่วยลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนได้


 

                ไวรัส RSV ในเด็ก เป็นโรคที่พบได้บ่อยและสามารถรุนแรงได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็กและกลุ่มเสี่ยง ผู้ปกครองควรเรียนรู้วิธีสังเกตอาการตั้งแต่ระยะแรก พร้อมดูแลสุขอนามัยและป้องกันการติดเชื้ออย่างเหมาะสม

หากเด็กมีอาการผิดปกติ เช่น หายใจเร็ว ไอมาก หรือซึม ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง





สอบถามข้อมูล
กรุณากรอกฟอร์มให้ครบถ้วน
ทางโรงพยาบาลจะติดต่อกลับภายใน 48 ชั่วโมง

doctor icon
แนะนำแพทย์ ประจำศูนย์

icon-articleบทความประจำศูนย์

ดูทั้งหมด
คำแนะนำสำหรับผู้ปกครอง เด็ก แพ้ อาหาร_2

คำแนะนำสำหรับผู้ปกครอง เด็ก แพ้ อาหาร

สังเกตอาการแพ้อาหารในเด็ก เช่น ผื่นลมพิษ ปากบวม อาเจียน หายใจลำบาก ซึ่งอาจเกิดขึ้นภายใน 2 ชั่วโมงหลังรับประทาน วิธีดูแลเด็กแพ้อาหารอย่างถูกต้อง อ่านฉลากอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารที่แพ้ และป้องกันการปนเปื้อนระหว่างการปรุงอาหาร อาหารที่เด็กแพ้บ่อย ได้แก่ นมวัว ไข่ ถั่วลิสง ถั่วเปลือกแข็ง ถั่วเหลือง ข้าวสาลี ปลา และอาหารทะเล หากเด็กมีอาการแพ้รุนแรง ควรรีบใช้ยา Epinephrine Auto-Injector (หากแพทย์สั่ง) และนำส่งโรงพยาบาลทันที เด็กบางรายอาจหายจากการแพ้อาหารเมื่อโตขึ้น ควรติดตามการรักษาและประเมินอาการกับกุมารแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
อ่านต่อ
โรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในเด็ก_2

โรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กในเด็ก

- สังเกตอาการตั้งแต่เนิ่น ๆ : ผิวซีด เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย สมาธิลดลง หรือเวียนศีรษะ อาจเป็นสัญญาณของภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก - รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กอย่างเพียงพอ : เน้นเนื้อแดง ตับ ไข่แดง อาหารทะเล ผักใบเขียว และถั่ว เพื่อช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดแดง - วิตามินซีช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็ก : รับประทานผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เช่น ส้ม ฝรั่ง กีวี หรือสตรอว์เบอร์รี ร่วมกับมื้ออาหาร - เด็กบางกลุ่มมีความเสี่ยงสูงกว่าปกติ : โดยเฉพาะเด็กอายุมากกว่า 6 เดือนที่ได้รับนมแม่เพียงอย่างเดียว เด็กคลอดก่อนกำหนด หรือเด็กน้ำหนักแรกเกิดน้อย - หากสงสัย อย่ารอให้รุนแรง : ควรพาบุตรหลานพบกุมารแพทย์เพื่อตรวจร่างกายและตรวจเลือด การรักษาอาจต้องใช้ยาเสริมธาตุเหล็กร่วมกับการปรับอาหารตามคำแนะนำของแพทย์
อ่านต่อ
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับนมแพะ และ นมวัว_2

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับนมแพะ และ นมวัว

แพ้นมวัวไม่สามารถเปลี่ยนไปดื่มนมแพะได้ เนื่องจากโปรตีนมีความคล้ายคลึงกันถึง 80–90% เด็กที่แพ้นมวัวกว่า 90–95% มีโอกาสแพ้นมแพะร่วมด้วย จากภาวะแพ้ข้ามชนิด (Cross-reactivity) นมแพะอาจทำให้อาการแพ้ไม่ดีขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการแพ้รุนแรง แนวทางการรักษา โรคแพ้นมวัวในเด็ก แนะนำให้ใช้นมสูตรย่อยโปรตีนอย่างละเอียด (eHF) เป็นตัวเลือกแรก ในเด็กที่มีอาการแพ้รุนแรง อาจจำเป็นต้องใช้นมกรดอะมิโน (AAF) ภายใต้การดูแลของแพทย์ การวินิจฉัยและดูแล ภาวะแพ้นมวัวในเด็ก อย่างถูกต้อง ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตและลดความเสี่ยงโรคภูมิแพ้ในอนาคต
อ่านต่อ
คู่มือคุณพ่อคุณแม่ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ฉบับเข้าใจง่าย_2

คู่มือคุณพ่อคุณแม่ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ฉบับเข้าใจง่าย

ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่ติดต่อได้ง่าย และอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ปอดอักเสบและสมองอักเสบ แนะนำให้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี เนื่องจากเชื้อไวรัสมีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ และภูมิคุ้มกันจะลดลงภายใน 6–12 เดือน ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการรับวัคซีน คือก่อนฤดูระบาด โดยทั่วไปแนะนำในช่วงเดือนมีนาคม–พฤษภาคม และตุลาคม–พฤศจิกายน กลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับวัคซีน ได้แก่ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภาวะอ้วน ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้าหรือมีความผิดปกติทางระบบประสาท วัคซีนไข้หวัดใหญ่มี 2 รูปแบบ ได้แก่ วัคซีนชนิดฉีด (เชื้อไม่มีชีวิต) และวัคซีนชนิดพ่นทางจมูก (เชื้อมีชีวิตอ่อนฤทธิ์) เด็กอายุต่ำกว่า 9 ปีที่ได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นครั้งแรก ควรได้รับ 2 เข็ม โดยเว้นระยะห่าง 1 เดือน และหลังจากนั้นควรรับวัคซีนกระตุ้นปีละ 1 ครั้ง เพื่อการป้องกันอย่างต่อเนื่อง.
อ่านต่อ
การตรวจอายุกระดูกด้วย AI: เข้าใจการเจริญเติบโตของลูกอย่างแม่นยำ เพื่อการดูแลที่ตรงจุด_2

การตรวจอายุกระดูกด้วย AI: เข้าใจการเจริญเติบโตของลูกอย่างแม่นยำ เพื่อการดูแลที่ตรงจุด

“ลูกโตช้ากว่าเพื่อนหรือเปล่า” “ทำไมลูกอายุเท่านี้ แต่ดูเหมือนเข้าสู่วัยรุ่นเร็วเกินไปหรือไม่” คำถามเหล่านี้มักเกิดขึ้นในใจของพ่อแม่จำนวนมาก เพราะการเจริญเติบโตของเด็กไม่ได้มีเพียงเรื่องของความสูงเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงสุขภาพโดยรวมของร่างกาย ฮอร์โมน และพัฒนาการที่สมดุลในแต่ละช่วงวัย การตรวจ อายุกระดูก (Bone Age) จึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการแพทย์ที่สำคัญ ที่ช่วยกุมารแพทย์ วิเคราะห์ การเติบโตของเด็กได้อย่างชัดเจนและแม่นยำกว่าการวัดความสูงเพียงอย่างเดียว  
อ่านต่อ